วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

"ไปเลย"ใหม่อีกครั้ง

เรื่องราวตอนไปเที่ยวจังหวัดเลยที่เขียนไว้ใน Blog ครั้งล่าสุด (http://mindpimcha.blogspot.com/2015/01/blog-post.html) เป็นการเขียนเล่าเรื่องราวที่เรารู้สึกว่าเราขัดใจที่สุด กลับไปอ่านอีกครั้งทำให้เรารู้สึกว่าการเล่าว่าไปที่ไหนบ้าง ด้วยค่าเดินทางเท่าไหร่ ที่พักแพงไหม เป็นเรื่องราวที่สามารถหาอ่านได้ตามหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวทั่วไป ถ้าเป็นเรา เราคงอยากอ่านความตราตรึงบางอย่างที่ผู้เดินทางได้รับจากการไปถึงที่ใดที่หนึ่งมากกว่า วันนี้เลยตั้งใจว่าจะมาถ่ายทอดการเดินทางครั้งนี้ผ่านความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสถานที่นั้น ด้วยอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าความคุ้มค่าของที่พัก ค่ารถ หรืออาหารรสเลิศ

วันนี้เลยจะกลับไปเล่าเรื่องราวตอนไปเที่ยว "จังหวัดเลย" ใหม่อีกครั้ง

เรามีเพื่อนร่วมทางทั้งหมด 5 คน หญิง 4 ชาย 1 เราเดินทางไปจังหวัดเลยด้วยรถทัวร์ กทม.- ภูเรือ ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงเราก็ถึงตลาดภูเรือตอนประมาณ ตี 4 กว่าๆ สิ่งแรกที่เราพบคือลมหนาวที่ปะทะหน้าเรา ทุกคนลงความเห็นกันว่านี่คงเป็นความหนาวที่สุดที่พวกเราเคยได้พบตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน ให้เวลาสาวๆได้เรียกคิ้วแล้วเราก็เหมารถ 2 แถวขึ้นภูเรือ โดยรถที่ให้บริการเรานั้นจะเป็นกลุ่มรถนำท่องเที่ยวที่ใช้ราคาเดียวกันทุกๆคัน และนี่ก็เป็นความประทับใจอย่างหนึ่งในเมืองเลย คือไม่ว่าจะเป็นงานบริการใดก็ตามจะมีกลุ่มที่บริหารจัดการสิ่งเหล่านี้เพื่อความเป็นธรรมแก่นักท่องเที่ยว และเป็นการสร้างอาชีพให้แก่คนในตัวจังหวัดเองด้วย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มรถนำเที่ยว หรือแม้แต่การรวมกลุ่มกันทำชุดใส่บาตรข้าวเหนียวส่งตามรีสอร์ท(เชียงคาน) ต่างๆเพื่อเป็นราคากลางในการให้บริการ

เราเลือกนั่งหลังกะบะของรถที่พาเราขึ้นภูเรือซึ่งหน้าต่างเปิดโล่งเพื่อรับลมหนาว และลมก็หนาวจริงๆ หนาวจนรู้สึกว่ามันจะหนาวเกินไปแล้ว

แล้วเราก็ขึ้นมาถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น "อุทยานแห่งชาติภูเรือ"  โดยมีอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสต้อนรับเราอยู่รอบๆ
นักท่องเที่ยวต่างมายืนรอชมพระอาทิตย์ขึ้น หลายๆกลุ่มรวมทั้งเราถ่ายภาพระหว่างรอการมาถึงของพระอาทิตย์อย่างสนุกสาน เราโชคดีที่มาในวันที่นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นมากทำให้ไม่มีความรู้สึกอึดอัดกับจำนวนผู้คนสักเท่าไหร่...อากาศกำลังหนาว เครื่องกันหนาวหลายอย่างบนตัวเราดูจะไม่ค่อยเพียงพอ แต่สิ่งที่หันไปมองแล้วรู้สึกดีทุกครั้งคือแววตาอบอุ่นสนุกสนานของเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยกันในการเดินทางครั้งนี้

แล้ววันนี้พระอาทิตย์ก็ขึ้นที่ ภูเรือ จังหวัดเลย


หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วเราก็ได้อาศัยแสงอาทิตย์อ่อนๆในยามเช้าทำให้ร่างกายเราอบอุ่นขึ้นและก็เป็นแสงสว่างในการชมธรรมชาติสวยๆที่นี่ หลังจากตอนนี้เกือบ 2 ชั่วโมง สมาชิกร่วมเดินทางทั้งหลายของฉันก็เก็บภาพกันอย่างเต็มที่





 หลังจากชมพระอาทิตย์เสร็จเราก็เดินกลับมายังจุดจอดรถ เก็บภาพระหว่างทางสวยๆ การเดินลงภูอย่างช้าๆ ควบคุมจังหวะการหายใจ เอาหูฟังออกจากรูหู เปลี่ยนเป็นการพักฟังเสียงธรรมชาติที่ร่ำร้องเจื้อยแจ้วอยู่ 2 ข้างทาง ทำให้เรารู้สึกว่าท้องฟ้ามันฟ้ากว่าทุกวัน ดอกหญ้าธรรมดาดูสวยกว่าที่เราเคยเห็น และเพื่อนร่วมทางดูจะยิ้มกว้างมากกว่าที่มันเคยยิ้ม



หลังจากชื่นชมธรรมชาติกันเต็มอิ่มแล้วเราก็ไปซื้อเสบียงเป็น ปลาปิ้ง ซี่โครงหมูปิ้ง และไก่ย่างข้าวเหนียวที่ตลาดเช้าภูเรือไปกินกันบนรถสองแถวขนาด 6 ล้อ สายภูเรือ-เมืองเลย ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็ถึงบขส.เมืองเลย หลังจากนั้นก็ต่อรถ 2 แถว คันใหญ่แบบเดิมแต่เป็นสาย เมื่องเลย-เชียงคาน เพื่อเข้าที่พักที่เชียงคาน

เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆริมแม่น้ำโขงที่แต่ละบ้านมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร โฮมสเตย์ ขายของที่ระลึกต่างๆ โดยการทำอาชีพเหล่านี้ของพวกเขาไม่ได้กระทบความเป็นเชียงคานดั้งเดิมของเขาแม้แต่น้อย โฮมเสตย์ที่เราไปพักมีเจ้าของเป็นคุณยายที่มีอายุพอสมควร เขาทำกับเราประหนึ่งว่าเราเป็นลูกหลานที่มาพักอาศัยไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่มาพักโรงแรม กิจการต่างๆที่ชาวเชียงคานทำเหมือนเป็นงานอดิเรกการได้นั่งขายของที่ถนนคนเดินเปรียบเสมือนการมานั่งเล่นมองนักท่องเที่ยวเดินไปมา อาหารอร่อย มีแต่ความอบอุ่น ไม่มีการแย่งชิงนั่งท่องเที่ยวจนน่าเกลียด ชาวเชียงคานทำตัวปกติรุ่มเรื่อย นี่เป็นอีกเอกลักษณืน่ารักๆที่เราได้ไปเจอมาในการเดินทางครั้งนี้






เราชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวเพราะรู้สึกว่าจะได้ไปในที่ที่อยากไป ทำอะไรที่จากทำ ไม่ต้องมาเป็นห่วงเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่น แต่การเดินทางของเราครั้งนี้เปลี่ยนความคิดของเราไปอย่างสิ้นเชิง การมีเพื่อนร่วมทางที่ดีเป็นการเพิ่มรสชาติการเดินทางให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น การได้ประนีประนอม เป็นห่วงเป็นใยกัน หรือการสร้างเสียงหัวเราะร่วมกัน ทำให้ความสุข ความสนุก และเสียงหัวเราะที่ได้ยินในการเดินทางครั้งนี้ดังนานและชัดเจนกว่าที่เคย 

การท่องเที่ยวเพียงลำพังอาจสร้างรสชาติที่เปรี้ยวปรี้ด ขมปร่า หรือหวานล้ำ แต่การมีเพื่อนร่วมทางน่ารักๆทำให้เราได้รับรู้รสชาติความสุขที่กลมกล่อมมากกว่าอย่างแน่นอน



วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

ภูเรือ-เชียงคาน-ภูทอก-แก่งคุดคู้

เราเริ่มทริปนี้ด้วยความอยากเที่ยวล้วนๆ
และนี่จะเป็นครั้งแรกของการท่องเที่ยวโดยปราศจากพี่เลี้ยงและผู้ปกครอง

เรารวบรวมเพื่อนร่วมทริป,จองที่พัก,จองรถ,วางแผนการเดินทางอย่างดิบดี เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่กินที่นอน แต่ก็นั่นแหละเอาเข้าจริงๆ "เราวางแผนให้กับทุกอย่างที่ไม่เคยพบไม่เคยเจอไม่ได้หรอก"

23 ธันวาคม 2557

เราไปเตรียมตัวที่หมอชิตก่อนเวลารถออกเกือบ 3 ชั่วโมง กินข้าวเย็นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็นั่งรอ เม้ามอย(แอบนินทา) ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างสนุกสนาน




แล้วก็ถึงเวลารถออก
สำหรับเราผู้ที่นั่งรถทัวร์บ่อยก็รู้สึกเฉยๆกับมัน แต่เพื่อนบางคนของเราไม่เคยนั่งรถทัวร์เลยสักครั้ง นี่จะเป็นครั้งแรกของเธอผู้นั้นเลยนะ นางคงแอบตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

รถที่เราใช้เดินทางเป็นรถทัวร์กรุงเทพฯ-ภูเรือ 2 ชั้นแบบที่เดินทางออกต่างจังหวัดปกติ เบาะปรับเอนได้พอให้นอนสบาย แต่ที่พิเศษคือ มีผ้าห่มนวมสีแดงแจ๋แทนที่จะเป็นผ้าห่มบางๆ แถมด้วยขนมและน้ำดื่มด้วย (บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ)

แต่คนนี่ซู่ซ่า แต่ล้อเคลื่อนเท่านั้นแหละ...ตายสนิท


รถออกทุกคนก็แยกย้ายกันไปนับแกะในฝัน
มีแวะให้เข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง แต่ดูเหมือนทุกคนจะง่วงงุนเกินกว่าจะลุกขึ้นฉี่
ดึกๆตื่นขึ้นมาอยากมองข้างทาง
โอ้โหแม่เจ้า นี่มันโค้งตัว S นี่นา เอาล่ะหลับดีกว่า ข้างทางมันหวาดเสียวเหลือเกิน

24 ธันวาคม 2557

เราถึงตลาดภูเรือประมาณตี 4 กว่าๆ สิ่งแรกที่เราพบคือความหนาวยะเยือก หนาวสุดในชีวิต หนาวแบบหนาวอ่ะ เรารีบแบกหน้าด้านชาไปเข้าห้องน้ล้างหน้าแปรงฟัน(ซึ่งน้ำเย็นทั้งหมด) เรียกคิ้วมาประทับบนหน้า ใส่เครื่องกันหนาวทั้งหมดที่เอามา ตั้งแต่เสื้อไหมพรม ผ้าพันคอ ถุงเท้า ยันถุงมือที่โฆษณาเหลือเกินว่าสามารถทัชสกรีนโทรศัพท์ได้ เสร็จแล้วก็หารถขึ้นภูเรือ

รถที่ให้บริการขึ้นภูเรือเป็นรถ 2 แถว มีหลังคาหน้าต่างเปิดโล่ง โดยคิดราคาเหมาคันละ 700 บาท ซึ่งรถทุกคันมีราคานี้เป็นราคากลาง
เราได้คุณลุงคนขับรถผู้น่ารักเป็นสารถีพาเราขึ้นภู ก่อนขึ้นภูคุณลุงก็แนะนำให้เราไปนั่งข้างหน้าเพราะกลัวพวกเราจะหนาวจนทนไม่ไหว...แต่ก็มิได้นำพา โชว์เหนือนั่งข้างหลังทั้งหมด รถเคลื่อนตัวไปได้ไม่กี่เมตรพวกเราก็ได้รับรู้ว่า...นรกไม่ร้อนเสมอไป

จุดจอดรถมีอาหารอุ่นๆขาย ได้แก่ ขนมจีบซาลาเปา น้ำชากาแฟ ไข่ทรงเครื่อง มันปิ้ง และอาหารยอดฮิตหน้าหนาวของชาวอีสาน...ข้าวจี่
เราหาชาอุ่นๆลงท้องพร้อมกับไข่ปิ้งและข้าวจี่ มื้อแรกที่นี่อะไรก็ดูจะอร่อยไปหมด ที่สำคัญราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด


เราต้องต่อรถ 2 แถวไปอีกหนึ่งต่อเพื่อไปดูจุดพระอาทิตย์ขึ้น โดยมีค่าบริการคนละ 5 บาท ระยะทางไม่ไกลนัก แต่เพื่อความปลอดภัย นั่งรถดีกว่าเนอะ

ถึงจุดชมวิวอุทยานแห่งชาติภูเรือ ที่ 8 องศาเซลเซียส
ภูเรือหนาวกว่าลำพัง



มีคนมารอชมพระอาทิตย์กันหนาตา แต่ก็ไม่อึดอัดจนทำให้การเสพธรรมชาติของเราต้องหมดอรรถรส


และแล้วคุณพระอาทิตย์ก็ลอยตุ๊บป่องขึ้นมา


 นอกจากจุดชมวิวแล้วก็ยังมีพระพุทธรูปให้เราไหว้ขอพรด้วย


 แถมด้วยความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆในประเทศไทยด้วย


 ยกตัวอย่างหมูหริ่ง เป็นต้น (หมูอะไรชื่อแปล๊กแปลก)


ที่นี่ดอกหญ้าใกล้ฟ้านิดเดียว

เราตัดสินใจเดินลงมายังจุดจอดรถเพราะหวังว่าจะได้ชื่นชมธรรมชาติระหว่างทาง แล้วเราก็ไม่ผิดหวังข้างทางทำเราหลงรักท้องฟ้ากับเต็มเปา




แล้วเราก็ลงจากภูเรือโดยมีลุงคุณขับรถมาส่งที่ตลาดพร้อมฝากเรากับรถ 2 แถว คันโตให้เข้าเมืองเลย

คุณลุงคนขับรถขึ้นภูเรือ คนน่ารักหนึ่งคนที่เราได้เจอในทริปนี้

เราแวะเติมพลังที่ตลาดภูเรือ อาหารพื้นบ้านแสนอร่อยและถูกจนไม่น่าเชื่อ

ปลานิลย่างเกลือตัวใหญ่ ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

เรานั่งรถ 6 ล้อ 2 แถวคันใหญ่เข้าเมืองเลย ราคาค่าโดยสารไม่แน่ใจแต่ไม่น่าจะเกิน 60 บาท ขับรถหวานเย็นชมวิวเรื่อยๆ น่ารักดี
สิ่งที่พวกเราทำเมื่อขึ้นรถ...

 1. เม้ามอย
2. หลับ

เราเดินทางถึง บขส.เมืองเลยแล้วก็นั่งรถแบบเดิมเดินทางไปเชียงคาน รถแบบเดิม และหวานเย็นเหมือนเดิม...

เราพักโฮมสเตย์ชื่อว่า ไทเชียงคาน บ้านพักขนาดกลาง 2 ชั้น อยู่ติดริมแม่น้ำโขง มีคุณยายวัยประมาณ 60 ต้นๆเป็นผู้ดูแล เราต้องพักรวมกับคนอื่นๆโดยแยกเป็นแต่ละห้อง และใช้ห้องน้ำร่วมกัน ห้องสบาย ผ้าห่มอุ่น และที่สำคัญมี กาแฟ โอวัลติน และขนมปังปิ้งบริการฟรี

หลังจากพักผ่อนกันสักพักพวกเราก็จับจักรยานที่ทางที่พักมีบริการฟรีไปปั่นหาของอร่อยจากชียงคานกัน โดยประเดิมร้านแรกที่ร้าน งอยโขง รสชาติอร่อย แต่คาดการว่าผงชูรสคงหกลงไป เพราะเราเป็นคนที่กินผงชูรสแล้วจะแน่นหน้าอกและปวดหลัง กินไปได้สักพักอาการเริ่มมาจนต้องแวะพักร้านขนมกันเลยที่เดียว กินเสร็จก็ชมวิวจนเย็นย่ำ จึงเก็บจักรยานแล้วหันมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินเชียงคานแทน หลังจากนั้นก็กลับเข้าที่พัก ต่อสู้กับการบังคับให้ตัวเองอาบน้ำ แล้วก็ซุกผ้าห่มอุ่นนอน
ธรรมดานอนดึกมาก กลัวว่าตัวเองจะชินแล้วนอนไม่หลับ ที่ไหนได้หัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ย อากาศเย็นๆเงียบๆ ซุกผ้าห่มอุ่นๆ คอนโดชื่อดังกลางเมืองที่ไหนเปิดโครงการที่บรรยากาศแบบนี้ได้จะขุดเขาตัดทะเลมาแบ่งขายซื้อสักห้อง

 ข้าวเปียกเส้น(ก๋วยจั๊บญวน)จากร้ายงอยโขง

 ไข่กระทะจากร้านงอยโขง

 อาหารยอดฮิต มินิกุ้งแม่น้ำย่าง

 บรรยากาศริมแม่น้ำโขง (ฝั่งนู้นเป็นประเทศลาวแล้วนะ)

ที่นี่คนปั่นจักรยานกันเยอะมาก

 วันนี้พระอาทิตย์ตกที่เชียงคาน

 ธนาคารกรุงไทยสาขาเชียงคาน คงเป็นธนาคารที่น่ารักที่สุดในโลก

อ้อยควั่นของทานเล่นที่มีแต่แม่คนเดียวที่เ็นภาพแล้วร้องอ๋อ

25 ธันวาคม 2557

เราต้อนรับเช้านี้ด้วยการใส่บาตรข้าวเหนียวที่ได้บอกให้ที่พักจัดให้ แต่ละคนเกๆกังๆไม่รู้ว่าควรเอาอะไรใส่ลงไปก่อนดี มีที่ไหนตักบาตรให้พระ แต่พระต้องสอนว่าต้องทำยังไง ต้องขออภัย พวกเรามันพุทธศาสนิกชนที่ห่างวัดมานาน
หลังจากตักบาตรเสร็จก็มีคุณลุงสกายแลปที่เราติดต่อไว้ตั้งแต่เมื่อวานพาไปดูทะเลหมอกที่ภูทอก
รถสกายแลปเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดัดแปลงให้มีกระบะหลังมีหลังคา และหน้าต่างเปิดโล่งทุกทิศทาง กว่าจะถึงภูทอกพวกเรานี่หน้าชาดิกกันเลยทีเดียว
สกายแลปแจ่มว้าว

เราต้องต่อรถขึ้นภูทอกอีกรอบ ซึ่งเป็นรถบริการฟรี รถ 2 แถวคล้ายๆกับที่ขึ้นภูเรือ แต่ที่ต่างออกไปก็คือ...ไม่มีหลังคา

 รถสองแถวขึ้นภูทอก

เส้นทางขึ้นภูทอก (สวัสดีโค้งตัวS)

 ทะเลหมกที่ภูทอก เขาว่ากันว่าวันนี้หมอกน้อย

และภูทอกก็ยังหนาวกว่าลำพัง

กลับจากภูทอกคุณลุงสกายแลปก็พา้ราไปโูแก่งคุดคู้ แก่งที่มีตำนานเล่าขานกันมายืดยาว หากเป็นช่วงแล้งน้ก็ได้เห็นสันทรายในแม่น้ำสวยงาม โชคไม่ดีที่ชาวงที่เราไปเป็นช่วงน้ำเยอะ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังสวยอยู่ดี



มะพร้าวแก้วเกรดAของดีเชียงคาน

กลับมาจากแก่งคุดคู้เราก็กลับมาเก็บของเช็คเอ้าท์แล้วฏ็เดินเล่นกันอีกรอบ คราวนี้เรามีโอกาสได้ชิมตำด๊องแด๊ง ซึ่งก้คือส้มตำูปลาร้าที่ใส่แป้งขนมจีนลวกลักษณะหนึฐๆลงไปด้วย คลุกเคล้ากับผักลวกนานาชนิด รสชาติกลมกล่อม คอปลาร้าไม่ควรพลาดเมนูนี้จริงๆ

ตำด๊องแด๊งในตำนาน

แล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับ

เมืองเลยเมืองเล็กๆที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายแต่ความเป็นเลย วัฒนธรรม ผู้คน ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป

เชียงคาน เมืองเล็กๆแสนน่ารัก ที่ผู้คนทำให้ธุรกิจโรงแรมเปรียบเสมือนการรับลูกหลานเข้ามาอยู่ในบ้าน มีแต่คนน่ารักจนเรามีความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น ไม่สงสัยว่าทำไมหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯหลายคนถึงตัดสินใจมาลงหลักปักฐานที่นี่

ขอบคุณเพื่อนร่วมทางผู้น่ารัก พวกเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวครั้งนี้น่ารักมากยิ่งขึ้น 

รถทัวร์ฉิ่งฉับเดินทางออกจากเมืองเลยแล้ว แต่สงสัยคงต้องกลับไปอีกครั้งแล้วแหละ
บังเอฺญทิ้งหัวใจไว้ที่นั่นน่ะ