และนี่จะเป็นครั้งแรกของการท่องเที่ยวโดยปราศจากพี่เลี้ยงและผู้ปกครอง
เรารวบรวมเพื่อนร่วมทริป,จองที่พัก,จองรถ,วางแผนการเดินทางอย่างดิบดี เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่กินที่นอน แต่ก็นั่นแหละเอาเข้าจริงๆ "เราวางแผนให้กับทุกอย่างที่ไม่เคยพบไม่เคยเจอไม่ได้หรอก"
23 ธันวาคม 2557
เราไปเตรียมตัวที่หมอชิตก่อนเวลารถออกเกือบ 3 ชั่วโมง กินข้าวเย็นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็นั่งรอ เม้ามอย(แอบนินทา) ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างสนุกสนาน
แล้วก็ถึงเวลารถออก
สำหรับเราผู้ที่นั่งรถทัวร์บ่อยก็รู้สึกเฉยๆกับมัน แต่เพื่อนบางคนของเราไม่เคยนั่งรถทัวร์เลยสักครั้ง นี่จะเป็นครั้งแรกของเธอผู้นั้นเลยนะ นางคงแอบตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
รถที่เราใช้เดินทางเป็นรถทัวร์กรุงเทพฯ-ภูเรือ 2 ชั้นแบบที่เดินทางออกต่างจังหวัดปกติ เบาะปรับเอนได้พอให้นอนสบาย แต่ที่พิเศษคือ มีผ้าห่มนวมสีแดงแจ๋แทนที่จะเป็นผ้าห่มบางๆ แถมด้วยขนมและน้ำดื่มด้วย (บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ)
แต่คนนี่ซู่ซ่า แต่ล้อเคลื่อนเท่านั้นแหละ...ตายสนิท
รถออกทุกคนก็แยกย้ายกันไปนับแกะในฝัน
มีแวะให้เข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง แต่ดูเหมือนทุกคนจะง่วงงุนเกินกว่าจะลุกขึ้นฉี่
ดึกๆตื่นขึ้นมาอยากมองข้างทาง
โอ้โหแม่เจ้า นี่มันโค้งตัว S นี่นา เอาล่ะหลับดีกว่า ข้างทางมันหวาดเสียวเหลือเกิน
24 ธันวาคม 2557
เราถึงตลาดภูเรือประมาณตี 4 กว่าๆ สิ่งแรกที่เราพบคือความหนาวยะเยือก หนาวสุดในชีวิต หนาวแบบหนาวอ่ะ เรารีบแบกหน้าด้านชาไปเข้าห้องน้ล้างหน้าแปรงฟัน(ซึ่งน้ำเย็นทั้งหมด) เรียกคิ้วมาประทับบนหน้า ใส่เครื่องกันหนาวทั้งหมดที่เอามา ตั้งแต่เสื้อไหมพรม ผ้าพันคอ ถุงเท้า ยันถุงมือที่โฆษณาเหลือเกินว่าสามารถทัชสกรีนโทรศัพท์ได้ เสร็จแล้วก็หารถขึ้นภูเรือ
รถที่ให้บริการขึ้นภูเรือเป็นรถ 2 แถว มีหลังคาหน้าต่างเปิดโล่ง โดยคิดราคาเหมาคันละ 700 บาท ซึ่งรถทุกคันมีราคานี้เป็นราคากลาง
เราได้คุณลุงคนขับรถผู้น่ารักเป็นสารถีพาเราขึ้นภู ก่อนขึ้นภูคุณลุงก็แนะนำให้เราไปนั่งข้างหน้าเพราะกลัวพวกเราจะหนาวจนทนไม่ไหว...แต่ก็มิได้นำพา โชว์เหนือนั่งข้างหลังทั้งหมด รถเคลื่อนตัวไปได้ไม่กี่เมตรพวกเราก็ได้รับรู้ว่า...นรกไม่ร้อนเสมอไป
จุดจอดรถมีอาหารอุ่นๆขาย ได้แก่ ขนมจีบซาลาเปา น้ำชากาแฟ ไข่ทรงเครื่อง มันปิ้ง และอาหารยอดฮิตหน้าหนาวของชาวอีสาน...ข้าวจี่
เราหาชาอุ่นๆลงท้องพร้อมกับไข่ปิ้งและข้าวจี่ มื้อแรกที่นี่อะไรก็ดูจะอร่อยไปหมด ที่สำคัญราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด
เราต้องต่อรถ 2 แถวไปอีกหนึ่งต่อเพื่อไปดูจุดพระอาทิตย์ขึ้น โดยมีค่าบริการคนละ 5 บาท ระยะทางไม่ไกลนัก แต่เพื่อความปลอดภัย นั่งรถดีกว่าเนอะ
ถึงจุดชมวิวอุทยานแห่งชาติภูเรือ ที่ 8 องศาเซลเซียส
ภูเรือหนาวกว่าลำพัง
มีคนมารอชมพระอาทิตย์กันหนาตา แต่ก็ไม่อึดอัดจนทำให้การเสพธรรมชาติของเราต้องหมดอรรถรส
และแล้วคุณพระอาทิตย์ก็ลอยตุ๊บป่องขึ้นมา
นอกจากจุดชมวิวแล้วก็ยังมีพระพุทธรูปให้เราไหว้ขอพรด้วย
แถมด้วยความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆในประเทศไทยด้วย
ยกตัวอย่างหมูหริ่ง เป็นต้น (หมูอะไรชื่อแปล๊กแปลก)
ที่นี่ดอกหญ้าใกล้ฟ้านิดเดียว
เราตัดสินใจเดินลงมายังจุดจอดรถเพราะหวังว่าจะได้ชื่นชมธรรมชาติระหว่างทาง แล้วเราก็ไม่ผิดหวังข้างทางทำเราหลงรักท้องฟ้ากับเต็มเปา
แล้วเราก็ลงจากภูเรือโดยมีลุงคุณขับรถมาส่งที่ตลาดพร้อมฝากเรากับรถ 2 แถว คันโตให้เข้าเมืองเลย
คุณลุงคนขับรถขึ้นภูเรือ คนน่ารักหนึ่งคนที่เราได้เจอในทริปนี้
เราแวะเติมพลังที่ตลาดภูเรือ อาหารพื้นบ้านแสนอร่อยและถูกจนไม่น่าเชื่อ
ปลานิลย่างเกลือตัวใหญ่ ตัวละ 30 บาทเท่านั้น
เรานั่งรถ 6 ล้อ 2 แถวคันใหญ่เข้าเมืองเลย ราคาค่าโดยสารไม่แน่ใจแต่ไม่น่าจะเกิน 60 บาท ขับรถหวานเย็นชมวิวเรื่อยๆ น่ารักดี
สิ่งที่พวกเราทำเมื่อขึ้นรถ...
1. เม้ามอย
2. หลับ
เราเดินทางถึง บขส.เมืองเลยแล้วก็นั่งรถแบบเดิมเดินทางไปเชียงคาน รถแบบเดิม และหวานเย็นเหมือนเดิม...
เราพักโฮมสเตย์ชื่อว่า ไทเชียงคาน บ้านพักขนาดกลาง 2 ชั้น อยู่ติดริมแม่น้ำโขง มีคุณยายวัยประมาณ 60 ต้นๆเป็นผู้ดูแล เราต้องพักรวมกับคนอื่นๆโดยแยกเป็นแต่ละห้อง และใช้ห้องน้ำร่วมกัน ห้องสบาย ผ้าห่มอุ่น และที่สำคัญมี กาแฟ โอวัลติน และขนมปังปิ้งบริการฟรี
หลังจากพักผ่อนกันสักพักพวกเราก็จับจักรยานที่ทางที่พักมีบริการฟรีไปปั่นหาของอร่อยจากชียงคานกัน โดยประเดิมร้านแรกที่ร้าน งอยโขง รสชาติอร่อย แต่คาดการว่าผงชูรสคงหกลงไป เพราะเราเป็นคนที่กินผงชูรสแล้วจะแน่นหน้าอกและปวดหลัง กินไปได้สักพักอาการเริ่มมาจนต้องแวะพักร้านขนมกันเลยที่เดียว กินเสร็จก็ชมวิวจนเย็นย่ำ จึงเก็บจักรยานแล้วหันมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินเชียงคานแทน หลังจากนั้นก็กลับเข้าที่พัก ต่อสู้กับการบังคับให้ตัวเองอาบน้ำ แล้วก็ซุกผ้าห่มอุ่นนอน
ธรรมดานอนดึกมาก กลัวว่าตัวเองจะชินแล้วนอนไม่หลับ ที่ไหนได้หัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ย อากาศเย็นๆเงียบๆ ซุกผ้าห่มอุ่นๆ คอนโดชื่อดังกลางเมืองที่ไหนเปิดโครงการที่บรรยากาศแบบนี้ได้จะขุดเขาตัดทะเลมาแบ่งขายซื้อสักห้อง
ข้าวเปียกเส้น(ก๋วยจั๊บญวน)จากร้ายงอยโขง
ไข่กระทะจากร้านงอยโขง
อาหารยอดฮิต มินิกุ้งแม่น้ำย่าง
บรรยากาศริมแม่น้ำโขง (ฝั่งนู้นเป็นประเทศลาวแล้วนะ)
ที่นี่คนปั่นจักรยานกันเยอะมาก
วันนี้พระอาทิตย์ตกที่เชียงคาน
ธนาคารกรุงไทยสาขาเชียงคาน คงเป็นธนาคารที่น่ารักที่สุดในโลก
อ้อยควั่นของทานเล่นที่มีแต่แม่คนเดียวที่เ็นภาพแล้วร้องอ๋อ
25 ธันวาคม 2557
เราต้อนรับเช้านี้ด้วยการใส่บาตรข้าวเหนียวที่ได้บอกให้ที่พักจัดให้ แต่ละคนเกๆกังๆไม่รู้ว่าควรเอาอะไรใส่ลงไปก่อนดี มีที่ไหนตักบาตรให้พระ แต่พระต้องสอนว่าต้องทำยังไง ต้องขออภัย พวกเรามันพุทธศาสนิกชนที่ห่างวัดมานาน
หลังจากตักบาตรเสร็จก็มีคุณลุงสกายแลปที่เราติดต่อไว้ตั้งแต่เมื่อวานพาไปดูทะเลหมอกที่ภูทอก
รถสกายแลปเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดัดแปลงให้มีกระบะหลังมีหลังคา และหน้าต่างเปิดโล่งทุกทิศทาง กว่าจะถึงภูทอกพวกเรานี่หน้าชาดิกกันเลยทีเดียว
สกายแลปแจ่มว้าว
เราต้องต่อรถขึ้นภูทอกอีกรอบ ซึ่งเป็นรถบริการฟรี รถ 2 แถวคล้ายๆกับที่ขึ้นภูเรือ แต่ที่ต่างออกไปก็คือ...ไม่มีหลังคา
รถสองแถวขึ้นภูทอก
เส้นทางขึ้นภูทอก (สวัสดีโค้งตัวS)
ทะเลหมกที่ภูทอก เขาว่ากันว่าวันนี้หมอกน้อย
และภูทอกก็ยังหนาวกว่าลำพัง
กลับจากภูทอกคุณลุงสกายแลปก็พา้ราไปโูแก่งคุดคู้ แก่งที่มีตำนานเล่าขานกันมายืดยาว หากเป็นช่วงแล้งน้ก็ได้เห็นสันทรายในแม่น้ำสวยงาม โชคไม่ดีที่ชาวงที่เราไปเป็นช่วงน้ำเยอะ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังสวยอยู่ดี
มะพร้าวแก้วเกรดAของดีเชียงคาน
กลับมาจากแก่งคุดคู้เราก็กลับมาเก็บของเช็คเอ้าท์แล้วฏ็เดินเล่นกันอีกรอบ คราวนี้เรามีโอกาสได้ชิมตำด๊องแด๊ง ซึ่งก้คือส้มตำูปลาร้าที่ใส่แป้งขนมจีนลวกลักษณะหนึฐๆลงไปด้วย คลุกเคล้ากับผักลวกนานาชนิด รสชาติกลมกล่อม คอปลาร้าไม่ควรพลาดเมนูนี้จริงๆ
ตำด๊องแด๊งในตำนาน
แล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับ
เมืองเลยเมืองเล็กๆที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายแต่ความเป็นเลย วัฒนธรรม ผู้คน ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป
เชียงคาน เมืองเล็กๆแสนน่ารัก ที่ผู้คนทำให้ธุรกิจโรงแรมเปรียบเสมือนการรับลูกหลานเข้ามาอยู่ในบ้าน มีแต่คนน่ารักจนเรามีความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น ไม่สงสัยว่าทำไมหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯหลายคนถึงตัดสินใจมาลงหลักปักฐานที่นี่
ขอบคุณเพื่อนร่วมทางผู้น่ารัก พวกเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวครั้งนี้น่ารักมากยิ่งขึ้น
รถทัวร์ฉิ่งฉับเดินทางออกจากเมืองเลยแล้ว แต่สงสัยคงต้องกลับไปอีกครั้งแล้วแหละ
บังเอฺญทิ้งหัวใจไว้ที่นั่นน่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น