เป็นคนชอบขายฝัน และฝันหนึ่งที่เริ่มต้นตั้งแต่ ม.1 คือการเป็น "นักเขียน" แต่ด้วยความเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันเลยไม่ได้เอางานตัวเองลงสนาม ทำได้เพียงแค่เป็นนักเขียนในเฟสบุ๊ค จนเมื่อปิดเทอมซัมเมอร์ที่แล้ว มีโครงการแข่งขันงานเขียนเกี่ยวกับการสะท้อนสังคมหรืออะไรสักอย่างที่ก็ลืมไปแล้ว โดยมีรางวัล คือทัศนศึกษาที่ประเทศอินโดนีเซีย และพิมชะก็อยากไปอินโดนีเซียมากเลยตั้งใจจะส่งงานเข้าประกวด
ไม่ถนัดเลยกับการเขียนเรื่องยาวๆ แต่จนแล้วจนรอดก็เขียนเสร็จ...แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ส่ง
ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่คิดจะโทษใครเลย คิดขึ้นมาได้วันนี้แค่เสียดายเท่านั้นแหละ
เอาเป็นว่าไม่ได้ส่งประกวดก็ไม่เป็นไร ช่วยกันอ่านในนี้ก็แล้วกันเนอะ
บทความของเราชื่อ "กลับบ้าน"
กลับบ้าน
ฉันเก็บของใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก
เสื้อผ้าสีทึบทึมถูกเก็บใส่กระเป๋าทีละชิ้นอย่างเชื่องช้าเช่นเดียวกันกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
“พี่...แม่เสียแล้วนะ”
เสียงสะอื้นของน้องชายยังดังก้องอยู่ในหู
เสียงโทรศัพท์ที่โทรมาบอกข่าวการจากไปของแม่เปรียบเสมือนระฆังบอกหมดยกสุดท้าย
เสียงของน้องชายที่เปล่งออกมาตามสายเหมือนกรรมการที่ชูมือของคู่ต่อสู้ของฉันขึ้น
และประกาศว่าฉันแพ้แล้วในสังเวียนชีวิตสังเวียนนี้
ฉันจากบ้านมาตั้งแต่ตอนที่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ ยังจำความดีใจและรอยยิ้มด้วยความปลาบปลื้มที่เจืออยู่บนใบหน้าของแม่ได้ดี
ตอนที่ท่านได้ยินข่าวว่าลูกสาวของท่านสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐอันดับต้นๆของประเทศได้
ตั้งแต่นั้นฉันก็ออกจากบ้านมา...บ้านสถานที่ที่นานๆครั้งถึงจากมา กลับกลายเป็นสถานที่ที่นานนานครั้งจะได้กลับไป
ฉันใช้ชีวิตนักศึกษาอยู่ในเมืองหลวงเป็นเวลาสี่ปี
ฉันตั้งใจเรียนอย่างสุดความสามารถ เพราะคิดอยู่เสมอว่าความสำเร็จของฉันจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของแม่ด้วยเช่นกัน
เมื่อท้อใจก็คิดถึงคำพูดของแม่ที่บอกว่าได้มอบความหวังทั้งหมดของแม่ไว้ที่ฉันแล้ว ฉันแบกความหวังอันหนักอึ้งไว้เต็มสองบ่า
หากวันใดประสบความสำเร็จคงจะได้กลับบ้านไปหาแม่อย่างภาคภูมิ
วันรับปริญญาของฉัน แม่ใส่เสื้อชุดใหม่ที่ฉันเป็นคนซื้อให้
ดวงตาของแม่มีน้ำตาคลออยู่ตลอดเวลา
“ลูกเป็นค่าตอบแทนความยากลำบากที่มีค่าที่สุดของแม่นะ”
แม่พูดพร้อมยกมือหยาบกร้านขึ้นลูบแก้มฉันและส่งยิ้มขับริ้วรอยบนใบหน้าของแม่ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่าท่านได้ผ่านชีวิตมามากเท่าไหร่แล้ว
ความยินดีของแม่เป็นแรงผลักดันปลุกไฟฝันใหม่ในตัวฉันให้เกิดขึ้น
ทุกความยากลำบากที่แม่เคยพบเจอมาควรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ภาระหน้าที่การส่งเสียน้องชายคนเล็กที่เคยเป็นหน้าที่ของแม่อยู่ก็ไม่ควรเป็นของแม่อีกต่อไป
ฉันมุมานะหางานทำ จนสามารถเข้าทำงานในบริษัทชั้นนำ ค่าตอบแทนสูง
หวังเพียงว่าแม่จะสบาย มีบ้าน มีรถ
มีเงินใช้จ่ายซื้อหาในสิ่งที่แม่อยากได้โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักอีก ผลตอบแทนเหล่านี้แม่ควรจะได้รับให้สมกับความเสียสละที่แม่มีให้กับฉันและน้องชายตลอดมา
และนั่นเป็นอีกครั้งที่ฉันต้องออกจากบ้าน
และเป็นอีกครั้งที่ฉันต้องจากแม่มา
ความฝันของฉันที่อยากจะให้แม่สบายต้องแลกด้วยการที่ต้องออกจากบ้าน
ไม่มีเวลาจะดูแลแม่ ไม่มีเวลาจะได้พูดคุยกันยิ่งกว่าตอนที่ฉันจากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัย
สุดท้ายใบปริญญาก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ฉันกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับแม่อย่างมีความสุขที่บ้าน
หัวลำโพงผู้คนมากมายคลาคล่ำอยู่ที่นี่
ต่างคนต่างมีจุดหมายปลายทางแตกต่างกันไป หลายคนแบกเป้ด้วยสายตามุ่งมั่นในการเดินทาง
หลายคนรอที่จะกลับบ้านไปพบพ่อแม่พี่น้องที่จากมา
และหลายคนกำลังจะกลับบ้านเพื่อไปพบพ่อแม่พี่น้องที่จากไปแล้ว เช่นเดียวกันกับฉัน
ไม่มีการกลับบ้านครั้งไหนที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่อยากไปให้ถึงปลายทางเท่าครั้งนี้มาก่อน
ความเป็นจริงอันโหดร้ายรอฉันอยู่ที่นั่น แม่ไม่รอฉันอีกแล้ว จะไม่มีกับข้าวแสนอร่อยรอฉันอีกแล้ว
ไม่มีอีกแล้ว ฉันจำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่แล้วหนอที่ไม่ได้กลับบ้าน
นานเท่าไหร่แล้วหนอที่ฉันกับแม่ไม่ได้บอกรักกันแบบเห็นแววตาและรอยยิ้ม นานเท่าไหร่แล้วหนอ
นานเท่าไหร่แล้ว
รถไฟเคลื่อนขบวนออกจากหัวลำโพงในตอนบ่ายแก่ๆ แสงแดดสีทองอ่อนๆกระทบกับต้นไม้ทำให้เงารูปร่างประหลาดของมันทาบทับอยู่บนขบวนรถไฟ
ต้นแล้วต้นเล่า เงาแล้วเงาเล่า สมัยที่ฉันยังเด็กแม่กับฉันเป็นเงาของกันและกัน
เราไปด้วยกันทุกที่ แม่ดูแลฉันในทุกทุกจังหวะในชีวิต
เป็นห่วงเป็นใยในทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวฉัน แม่รักษาเอาใจใส่เด็กขี้โรคเอาแต่ใจด้วยข้าวกล่อง
ตะกร้าจักรยานและก้านชบา ทุกๆเย็นแม่จะทำกับข้าวต่างๆใส่กล่อง
พาเด็กขี้โรคตัวเล็กใส่ตะกร้าจักรยานปั่นไปป้อนข้าวที่ริมคลอง
เพียงหวังให้ลูกสาวได้เปลี่ยนบรรยากาศและทานอาหารให้ได้มากยิ่งขึ้น
เมื่อใดที่ฉันร้องงอแงไม่มีเหตุผล เอาแต่ใจ ก้านของต้นชบาที่ปลูกเอาไว้ข้างบ้านจะถูกนำมารูดใบออกแล้วก็ฟาดลงบนน่องฉันเพื่อให้หลาบจำ
และคนที่ตีฉันกับคนที่ชงนมใส่ขวดมาโอบกอดเพื่อปลอบใจพร้อมสั่งสอนบอกเหตุผลในการทำโทษด้วยเสียงสั่นเครือก็คือคนคนเดียวกัน แม่ก็ยังเป็นแม่เสมอ รัก ดูแล เอาใจใส่
ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เป็นคนดีและมีชีวิตที่ดี ว่ากันว่าหากมีวัตถุก็ต้องมีเงา
ฉันกับแม่เป็นเงาของกันและกันเสมอมา ในขณะหนึ่งแม่อาจจะเป็นเงาของฉัน และในอีกขณะหนึ่งฉันอาจจะเป็นเงาของแม่
ในความเป็นจริงฉันอาจจะจากแม่ออกจากบ้านมาตั้งแต่สมัยเรียนจนเรียนจบและทำงาน
แต่เราก็ยังเป็นเงาของกันและกันอยู่เสมอในความรู้สึก แต่ตอนนี้แม่จากไปแล้ว
แม่ทิ้งให้ฉันกลายเป็นวัตถุไร้เงา ปล่อยให้ฉันกลายเป็นเงาที่ไร้ซึ่งวัตถุ
ความทรงจำระหว่างฉันกับแม่ประดังประเดเข้ามา ทุกความทรงจำระหว่างเราแม่ลูกไหลผ่านสมองฉันรวดเร็วยิ่งกว่าเงาของต้นไม้ที่ทาบทับบนขบวนรถไฟ
เหตุการณ์แล้วเหตุการณ์เล่า ความทรงจำแล้วความทรงจำเล่า
แล้วความทรงจำเหล่านั้นก็ไหลผ่านไปไม่สามารถวนกลับมาเป็นจริงได้ใหม่เช่นเดียวกันกับเงาไม้บนขบวนรถไฟ
หากแต่ความทรงจำเหล่านั้นยังคงเป็นตะกอนขุ่นในสมองและจิตใจของฉัน
บางครั้งสวยงามหวานหอม และบางครั้งก็ขื่นขมร้าวราน...เช่นตอนนี้
ชีวิตยังดำเนินต่อไปตามกลไกของมัน
แต่บางเวลาเราก็อยากมีช่วงเวลาหยุดพักสิ่งต่างๆเอาไว้
บางครั้งเราก็โหยหาชานชาลาชีวิตให้มีช่วงหยุดพัก แวะซื้อน้ำอาหาร
ไว้ดื่มกินแก้หิวแก้กระหายได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงเราก็ไม่อาจหยุดชีวิตไว้ไม่ให้ดำเนินต่อ
หากนั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสท้อไม่มีโอกาสหมดแรงในการดำเนินชีวิต
การจากไปของไปของแม่แม้ไม่ใช่ชานชาลาของรถไฟขบวนชีวิต แต่มันก็สามารถทำให้ชีวิตที่ดำเนินอย่างรวดเร็วของฉันกลับมาเชื่องช้าลงได้อีกครั้ง
ทำให้ฉันมีเวลาคิดคำนึงถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาแล้ว มากกว่าการมองอนาคตที่ยังไม่ถึง
การจากไปของแม่ทำให้ฉันต้องพยายามในการทำความเข้าใจอนาคตในมิติใหม่
และกลับมาใส่ใจในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น
สายเกินกว่าที่ฉันจะแก้ไขอะไรได้ รถไฟขบวนนี้ไม่สามารถย้อนกลับไปในสถานีที่จากมาได้ถ้าเราไม่ยอมลงจากรถและซื้อตั๋วใบใหม่แล้วขึ้นรถขบวนใหม่เพื่อกลับไปสถานีเดิมที่จากมา
แต่บนรถไฟขบวนชีวิตขบวนนี้
ฉันไม่มีสิทธิ์หยุดหรือลงจากรถแล้วซื้อตั๋วใบใหม่เพื่อเปลี่ยนขบวน
ฉันไม่ได้รับสิทธิ์ที่จะย้อนอดีตกลับไปแก้ไขหรือไขว่คว้าสิ่งใดกลับมา
สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ก็คือการก้าวไปข้างหน้าเพื่อพบกับความเป็นจริง
หลายครั้งที่ชีวิตฉันต้องเผชิญกับการยื่นข้อเสนอและต่อรองในเรื่องต่างๆ
ทั้งเป็นฝ่ายต่อรองและถูกต่อรอง แต่สำหรับเรื่องนี้ฉันกลับไม่มีสิทธิ์ที่จะยื่นข้อเสนอหรือมีข้อต่อรองใดใดให้กล่าวอ้าง
หรือที่จริงแล้วอาการเจ็บป่วยของแม่ก่อนหน้านี้จะเป็นสัญญาณตักเตือนจากฟ้าให้ฉันต้องรู้สึกตัวได้แล้ว
แต่เป็นฉันเองที่เพิกเฉยต่อมัน
หากเป็นจริงเช่นนั้นข้ออ้างใดใดของฉันคงหมดความหมายไปโดยปริยาย
ฉันไม่เคยได้ยินคำร้องขอจากแม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดจากฉัน
ความฝันของฉันที่คิดมาเสมอว่าแม่อยู่ในนั้นมันมีแม่อยู่จริงหรือไม่
หรือแท้ที่จริงแล้วมันเป็นความฝันของฉันเพียงคนเดียว ฉันให้แม่เป็นตัวละครในความฝันของฉันเท่านั้นหรือ
ทุกอย่างที่ฉันคิดว่าทำเพื่อแม่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการสนองความฝันของตัวเองอย่างเห็นแก่ตัว
ความสุขของแม่อาจเป็นเพียงการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูกหลาน
คอยหุงหาอาหารมองดูลูกหลานมีความสุขสมบูรณ์พร้อม
และได้รับการดูแลเอาใจใส่จากลูกเพียงเท่านั้น
ทันทีที่ก้าวเท้าถึงบ้าน
น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วกลับมาปริ่มอีกครั้งที่ขอบตา ก่อนจะไหลลงมาอาบแก้มอย่างสุดกลั้น
การกลับมาของฉันยิ่งสร้างความเศร้าโศกให้กับบรรดาญาติพี่น้องมากยิ่งขึ้น
เพราะการกลับมาครั้งนี้ของฉันเป็นการตอกย้ำว่าแม่ได้จากไปแล้วจริงๆ
เพราะน้อยครั้งที่ฉันจะได้กลับบ้าน น้องชายเดินเข้ามากอดฉันก่อนจะเดินนำให้ฉันได้ไปไหว้แม่
“แม่รอพี่อยู่”
น้องชายบอกด้วยเสียงเจือสะอื้น
ฉันเดินเข้าไปจุดธูป ยกมือพนมขึ้นไหว้ รูปถ่ายที่ประดับอยู่เป็นรูปสมัยที่แม่ยังสาว
ผิดกับตอนที่ฉันเห็นท่านครั้งล่าสุด ผู้หญิงร่างเล็ก ใบหน้ารูปไข่
ตาตี่เรียวเล็กตามแบบเชื้อสายจีน ผมหยักศกยาวประบ่ารวบไว้ต่ำๆที่ท้ายทอย
ดูแตกต่างกับหญิงชราผมสีดอกเลาใบหน้ายับย่นที่ฉันได้เห็นเมื่อครั้งล่าสุด
แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือดวงตาแววหวังคู่นั้นที่ทอดมองฉันด้วยความรักเสมอมาไม่เปลี่ยนแปลง
ฉันทักทายบอกให้แม่ได้รับรู้ว่าฉันมาถึงแล้ว ก่อนจะกล่าวขอโทษที่ไม่อาจได้อยู่ด้วยกันกับท่านในวาระสุดท้ายของลมหายใจ
พร้อมกับให้คำสัญญาว่าจะดูแลน้องชายของฉันให้ดีที่สุด
พ่อจากพวกเราไปตั้งแต่ตอนที่น้องชายของฉันอายุไม่กี่ขวบปี
ภาระหน้าที่ในการดูแลส่งเสียลูกๆจึงตกเป็นของแม่
แม่ไม่เคยบ่นเหนื่อยหรือท้อให้ลูกได้ยิน แม่ทำให้เรามีทุกสิ่งทุกอย่างทัดเทียมกับเพื่อนๆ
ท่านทำหน้าที่เป็นทั้งแม่และพ่อได้อย่างยอดเยี่ยม ฉันกับน้องไม่เคยรู้สึกขาดสิ่งใดเลยแม้ว่าเราจะไม่มีพ่อก็ตาม
ช่วงหลังๆแม่มีอาการป่วยเป็นระยะๆ
ก่อนจะทรุดหนักเข้าโรงพยาบาลได้เพียงสองวันก็จากพวกเราไปแบบไม่ทันให้พวกเราได้ตั้งตัว
ความฝันที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับแม่ของฉันพังทลาย แม่ไม่รอฉันแล้ว
ก่อนหน้านี้แม่เคยแนะนำแกมขอร้องให้ฉันกลับมาทำงานที่บ้าน
ฉันขอผลัดแม่ออกไปเพราะเสียดายเงินเดือนและตำแหน่งของบริษัทเก่าที่ทำอยู่
โดยอ้างไปว่าถ้าฉันทำงานมีเงินเยอะเท่าไหร่แม่ก็จะมีชีวิตที่สุขสบายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ข้ออ้างโง่ๆถูกเอ่ยออกไปอย่างเห็นแก่ตัว
ฉันดิ้นรนทำสิ่งที่แม่ไม่ต้องการแต่กลับปฏิเสธความต้องการของแม่อย่างใจดำ
ถึงตอนนี้แม้ฉันจะมีเงินเดือนมากมายขนาดไหน มีชีวิตที่สุขสบายเท่าไหร่ก็ไร้ค่า
แม่ไม่รอร่วมชื่นชมความสำเร็จของฉันอีกต่อไป
มีเพื่อนบ้านญาติพี่น้องแวะเวียนมาอยู่เป็นเพื่อนฉันกับน้องชายตลอดระยะเวลาที่จัดงานให้แม่
เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับแม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อของการพูดคุย มาถึงตอนนี้ฉันรับรู้แล้วว่าฉันได้พลาดอะไรไปบ้าง
ฉันพลาดที่จะได้อยู่ร่วมกับท่านในช่วงบั้นปลายชีวิต หญิงชราที่อยู่บ้านหลังใหญ่เพียงคนเดียวพูดถึงแต่ลูกสาวที่ไปทำงานในเมืองหลวง
หลายปีถึงจะได้กลับบ้านสักครั้งกับลูกชายที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะมหาวิทยาลัยใกล้บ้านแต่ก็มีโอกาสในการกลับบ้านแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น
คำบอกเล่าของญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทำให้หัวใจฉันหนักอึ้งยิ่งกว่าตะกั่ว
แม่จะเหงาแค่ไหนตอนที่ฉันกับน้องชายไม่อยู่ บ้านหลังใหญ่ที่ต้องอยู่คนเดียว
ห้องนั่งเล่นที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันแต่ไร้ซึ่งคนนั่งเป็นเพื่อน
ห้องครัวที่มีเครื่องใช้ทันสมัยแต่ไม่มีลูกๆให้ท่านได้ทำกับข้าวไว้ให้ได้กิน เตียงนอนในห้องนอนกว้างที่ไร้ซึ่งไออุ่นของครอบครัว
สนามหญ้าหน้าบ้านที่ประดับประดาไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดแต่กลับเงียบเหงาไร้เงาของลูกหลาน
แม่เหงาแค่ไหนตอนที่ท่านไม่มีฉันกับน้องชาย
งานศพแม่ผ่านไป ฉันกับน้องเก็บเถ้ากระดูกแม่ใส่ผ้าขาวนำไปลอยอังคารให้แม่ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี
ฉันกลับมาบ้านที่ฉันปลูกให้แม่เมื่อไม่กี่ปีก่อน
บ้านที่ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้มาอยู่ด้วยกันกับครอบครัวอย่างมีความสุข
ความอ้างว้างกลับเข้ามาปกคลุมหัวใจให้เยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
บ้านที่มีกลิ่นกายของแม่อบอวลอยู่ในบ้าน
มันคงจะอบอุ่นไม่น้อยหากเราได้อยู่กันพร้อมหน้ากันที่นี่
รูปของแม่ถูกแขวนไว้บนผนังเหนือโกศกระดูก แม่เป็นแม่ที่ดีที่สุด
และจะเป็นผู้หญิงที่อยู่ในใจฉันตลอดไป
หลังจากจัดการธุระเรื่องแม่เสร็จฉันก็กลับมาทำงานตามปกติด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยวไร้แรงฝัน
ผู้คนวุ่นวายแย่งชิงกันใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบในเมืองหลวง
รถเป็นร้อยเป็นพันคันจอดแออัดไม่ยอมขยับเขยื้อนอยู่บนถนนทุกเช้าเย็นและชั่วโมงเร่งด่วน
ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ
ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนราวกับว่าทั้งหมดนั้นเป็นคำบัญชาจากฟ้าดินว่าเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ที่ดีทุกคนพึงกระทำ
เมืองหลวงตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศ แต่น่าแปลกที่ไม่ว่ามองไปมุมใด
มองไปที่ไหนก็จะต้องมีผู้คนต่างจังหวัดอาศัยอยู่ที่นี่
แรงงานมากมายหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้เพื่อหาอาชีพที่มีเงินเดือนตอบแทนสูงพอจะจุนเจือครอบครัวได้
หลายคนหอบความหวังความฝันมาเช่นฉัน
หลายคนยังจดจ่อกับความหวังที่จะได้กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวพร้อมหน้าอีกครั้ง
ส่วนหลายคนก็หลงลืมไปแล้วว่าเวลาไหนที่ควรจะกลับบ้าน
เมื่อมีภาระหน้าที่ให้แบกรับยิ่งมากขึ้น การกลับบ้านก็ดูเหมือนจะยิ่งมีความสำคัญน้อยลง
ความจริงแล้วบ้านเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัยเท่านั้นไม่ได้มีความหมายมากพอที่จะทำให้การกลับบ้านมีความหมายมากมายอะไร
แต่สิ่งที่ทำให้การกลับบ้านดูมีความสำคัญและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นก็คือคนที่บ้าน การรอคอยและการต้อนรับของคนที่บ้านขับให้การกลับบ้านดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างล้นเหลือ
รอยยิ้มด้วยสีหน้าเป็นสุข เสียงเด็กเล็กๆพูดเจื้อยแจ้วเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครง
นี่ต่างหากที่ทำให้เราโหยหาการกลับบ้าน
ฉันอยู่บนขบวนรถไฟที่เพิ่งแล่นออกจากหัวลำโพงในบ่ายแก่ๆของวันที่สดใส
แสงแดดสีทองอ่อนๆกระทบกับต้นไม้ทำให้เงารูปร่างประหลาดของมันทาบทับอยู่บนขบวนรถไฟ
ต้นแล้วต้นเล่า เงาแล้วเงาเล่า
ฉันแกะข้าวกล่องที่เตรียมมาขึ้นกินก่อนจะดื่มน้ำจากขวดเพื่อแก้หิวและดับแก้กระหายโดยไม่ได้สนใจแม่ค้าที่ขายของอยู่ตามชานชาลา
บนรถไฟขบวนชีวิตฉันไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้ แต่สิ่งที่ฉันสามารถทำได้คือการตระเตรียมเสบียงให้พร้อมต่อความหิวความกระหาย
แทนการร้องขอให้รถไฟขบวนชีวิตขบวนนี้หยุดลงที่สถานีใดสถานีหนึ่ง
แม่จากไปแล้วและไม่มีวันหวนกลับมาได้ ฉันไม่เคยลืมความจริงข้อนี้
ตอนนี้ฉันกำลังเดินทางกลับบ้าน
กลับไปอยู่ที่นั่นอย่างถาวรแม้ฉันจะไม่สามารถทำตามความปรารถนาของแม่ได้ครบถ้วน
เราไม่อาจได้อยู่ด้วยกันในบ้านที่แสนอบอุ่นอย่างที่เราสองคนวาดหวังเอาไว้
แต่อย่างน้อยที่สุดฉันกำลังจะได้กลับไปอยู่บ้าน กลับไปสู่บ้านของแม่
บ้านที่ฉันจากมาเนิ่นนาน แม้แม่จะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
แต่สิ่งที่แม่ฝากไว้ให้ฉันคือ การที่ท่านทำให้ฉันเห็นความสำคัญของบ้าน และความสำคัญของคนที่บ้านว่าสองสิ่งนี้มีค่าเพียงพอที่จะแลกกับเงินเดือนหรือตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตเพียงเพื่อให้ได้กลับบ้าน
ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องกลับบ้านอย่างจริงจังเสียที
ในบ่ายแก่ๆของวันที่สดใส แสงแดดสีทองอ่อนๆกระทบกับต้นไม้ทำให้เงารูปร่างประหลาดของมันทาบทับอยู่บนขบวนรถไฟ
ต้นแล้วต้นเล่า เงาแล้วเงาเล่า ไหลเลื่อนไปไม่สิ้นสุด ฉันกำลังจะกลับบ้าน
ยอม!!
ตอบลบ