วันนี้เลยจะกลับไปเล่าเรื่องราวตอนไปเที่ยว "จังหวัดเลย" ใหม่อีกครั้ง
เรามีเพื่อนร่วมทางทั้งหมด 5 คน หญิง 4 ชาย 1 เราเดินทางไปจังหวัดเลยด้วยรถทัวร์ กทม.- ภูเรือ ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงเราก็ถึงตลาดภูเรือตอนประมาณ ตี 4 กว่าๆ สิ่งแรกที่เราพบคือลมหนาวที่ปะทะหน้าเรา ทุกคนลงความเห็นกันว่านี่คงเป็นความหนาวที่สุดที่พวกเราเคยได้พบตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน ให้เวลาสาวๆได้เรียกคิ้วแล้วเราก็เหมารถ 2 แถวขึ้นภูเรือ โดยรถที่ให้บริการเรานั้นจะเป็นกลุ่มรถนำท่องเที่ยวที่ใช้ราคาเดียวกันทุกๆคัน และนี่ก็เป็นความประทับใจอย่างหนึ่งในเมืองเลย คือไม่ว่าจะเป็นงานบริการใดก็ตามจะมีกลุ่มที่บริหารจัดการสิ่งเหล่านี้เพื่อความเป็นธรรมแก่นักท่องเที่ยว และเป็นการสร้างอาชีพให้แก่คนในตัวจังหวัดเองด้วย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มรถนำเที่ยว หรือแม้แต่การรวมกลุ่มกันทำชุดใส่บาตรข้าวเหนียวส่งตามรีสอร์ท(เชียงคาน) ต่างๆเพื่อเป็นราคากลางในการให้บริการ
เราเลือกนั่งหลังกะบะของรถที่พาเราขึ้นภูเรือซึ่งหน้าต่างเปิดโล่งเพื่อรับลมหนาว และลมก็หนาวจริงๆ หนาวจนรู้สึกว่ามันจะหนาวเกินไปแล้ว
แล้วเราก็ขึ้นมาถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น "อุทยานแห่งชาติภูเรือ" โดยมีอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสต้อนรับเราอยู่รอบๆ
นักท่องเที่ยวต่างมายืนรอชมพระอาทิตย์ขึ้น หลายๆกลุ่มรวมทั้งเราถ่ายภาพระหว่างรอการมาถึงของพระอาทิตย์อย่างสนุกสาน เราโชคดีที่มาในวันที่นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นมากทำให้ไม่มีความรู้สึกอึดอัดกับจำนวนผู้คนสักเท่าไหร่...อากาศกำลังหนาว เครื่องกันหนาวหลายอย่างบนตัวเราดูจะไม่ค่อยเพียงพอ แต่สิ่งที่หันไปมองแล้วรู้สึกดีทุกครั้งคือแววตาอบอุ่นสนุกสนานของเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยกันในการเดินทางครั้งนี้
แล้ววันนี้พระอาทิตย์ก็ขึ้นที่ ภูเรือ จังหวัดเลย
หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วเราก็ได้อาศัยแสงอาทิตย์อ่อนๆในยามเช้าทำให้ร่างกายเราอบอุ่นขึ้นและก็เป็นแสงสว่างในการชมธรรมชาติสวยๆที่นี่ หลังจากตอนนี้เกือบ 2 ชั่วโมง สมาชิกร่วมเดินทางทั้งหลายของฉันก็เก็บภาพกันอย่างเต็มที่
หลังจากชมพระอาทิตย์เสร็จเราก็เดินกลับมายังจุดจอดรถ เก็บภาพระหว่างทางสวยๆ การเดินลงภูอย่างช้าๆ ควบคุมจังหวะการหายใจ เอาหูฟังออกจากรูหู เปลี่ยนเป็นการพักฟังเสียงธรรมชาติที่ร่ำร้องเจื้อยแจ้วอยู่ 2 ข้างทาง ทำให้เรารู้สึกว่าท้องฟ้ามันฟ้ากว่าทุกวัน ดอกหญ้าธรรมดาดูสวยกว่าที่เราเคยเห็น และเพื่อนร่วมทางดูจะยิ้มกว้างมากกว่าที่มันเคยยิ้ม
หลังจากชื่นชมธรรมชาติกันเต็มอิ่มแล้วเราก็ไปซื้อเสบียงเป็น ปลาปิ้ง ซี่โครงหมูปิ้ง และไก่ย่างข้าวเหนียวที่ตลาดเช้าภูเรือไปกินกันบนรถสองแถวขนาด 6 ล้อ สายภูเรือ-เมืองเลย ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็ถึงบขส.เมืองเลย หลังจากนั้นก็ต่อรถ 2 แถว คันใหญ่แบบเดิมแต่เป็นสาย เมื่องเลย-เชียงคาน เพื่อเข้าที่พักที่เชียงคาน
เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆริมแม่น้ำโขงที่แต่ละบ้านมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร โฮมสเตย์ ขายของที่ระลึกต่างๆ โดยการทำอาชีพเหล่านี้ของพวกเขาไม่ได้กระทบความเป็นเชียงคานดั้งเดิมของเขาแม้แต่น้อย โฮมเสตย์ที่เราไปพักมีเจ้าของเป็นคุณยายที่มีอายุพอสมควร เขาทำกับเราประหนึ่งว่าเราเป็นลูกหลานที่มาพักอาศัยไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่มาพักโรงแรม กิจการต่างๆที่ชาวเชียงคานทำเหมือนเป็นงานอดิเรกการได้นั่งขายของที่ถนนคนเดินเปรียบเสมือนการมานั่งเล่นมองนักท่องเที่ยวเดินไปมา อาหารอร่อย มีแต่ความอบอุ่น ไม่มีการแย่งชิงนั่งท่องเที่ยวจนน่าเกลียด ชาวเชียงคานทำตัวปกติรุ่มเรื่อย นี่เป็นอีกเอกลักษณืน่ารักๆที่เราได้ไปเจอมาในการเดินทางครั้งนี้
เราชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวเพราะรู้สึกว่าจะได้ไปในที่ที่อยากไป ทำอะไรที่จากทำ ไม่ต้องมาเป็นห่วงเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่น แต่การเดินทางของเราครั้งนี้เปลี่ยนความคิดของเราไปอย่างสิ้นเชิง การมีเพื่อนร่วมทางที่ดีเป็นการเพิ่มรสชาติการเดินทางให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น การได้ประนีประนอม เป็นห่วงเป็นใยกัน หรือการสร้างเสียงหัวเราะร่วมกัน ทำให้ความสุข ความสนุก และเสียงหัวเราะที่ได้ยินในการเดินทางครั้งนี้ดังนานและชัดเจนกว่าที่เคย
การท่องเที่ยวเพียงลำพังอาจสร้างรสชาติที่เปรี้ยวปรี้ด ขมปร่า หรือหวานล้ำ แต่การมีเพื่อนร่วมทางน่ารักๆทำให้เราได้รับรู้รสชาติความสุขที่กลมกล่อมมากกว่าอย่างแน่นอน