วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

"ไปเลย"ใหม่อีกครั้ง

เรื่องราวตอนไปเที่ยวจังหวัดเลยที่เขียนไว้ใน Blog ครั้งล่าสุด (http://mindpimcha.blogspot.com/2015/01/blog-post.html) เป็นการเขียนเล่าเรื่องราวที่เรารู้สึกว่าเราขัดใจที่สุด กลับไปอ่านอีกครั้งทำให้เรารู้สึกว่าการเล่าว่าไปที่ไหนบ้าง ด้วยค่าเดินทางเท่าไหร่ ที่พักแพงไหม เป็นเรื่องราวที่สามารถหาอ่านได้ตามหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวทั่วไป ถ้าเป็นเรา เราคงอยากอ่านความตราตรึงบางอย่างที่ผู้เดินทางได้รับจากการไปถึงที่ใดที่หนึ่งมากกว่า วันนี้เลยตั้งใจว่าจะมาถ่ายทอดการเดินทางครั้งนี้ผ่านความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสถานที่นั้น ด้วยอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าความคุ้มค่าของที่พัก ค่ารถ หรืออาหารรสเลิศ

วันนี้เลยจะกลับไปเล่าเรื่องราวตอนไปเที่ยว "จังหวัดเลย" ใหม่อีกครั้ง

เรามีเพื่อนร่วมทางทั้งหมด 5 คน หญิง 4 ชาย 1 เราเดินทางไปจังหวัดเลยด้วยรถทัวร์ กทม.- ภูเรือ ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงเราก็ถึงตลาดภูเรือตอนประมาณ ตี 4 กว่าๆ สิ่งแรกที่เราพบคือลมหนาวที่ปะทะหน้าเรา ทุกคนลงความเห็นกันว่านี่คงเป็นความหนาวที่สุดที่พวกเราเคยได้พบตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน ให้เวลาสาวๆได้เรียกคิ้วแล้วเราก็เหมารถ 2 แถวขึ้นภูเรือ โดยรถที่ให้บริการเรานั้นจะเป็นกลุ่มรถนำท่องเที่ยวที่ใช้ราคาเดียวกันทุกๆคัน และนี่ก็เป็นความประทับใจอย่างหนึ่งในเมืองเลย คือไม่ว่าจะเป็นงานบริการใดก็ตามจะมีกลุ่มที่บริหารจัดการสิ่งเหล่านี้เพื่อความเป็นธรรมแก่นักท่องเที่ยว และเป็นการสร้างอาชีพให้แก่คนในตัวจังหวัดเองด้วย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มรถนำเที่ยว หรือแม้แต่การรวมกลุ่มกันทำชุดใส่บาตรข้าวเหนียวส่งตามรีสอร์ท(เชียงคาน) ต่างๆเพื่อเป็นราคากลางในการให้บริการ

เราเลือกนั่งหลังกะบะของรถที่พาเราขึ้นภูเรือซึ่งหน้าต่างเปิดโล่งเพื่อรับลมหนาว และลมก็หนาวจริงๆ หนาวจนรู้สึกว่ามันจะหนาวเกินไปแล้ว

แล้วเราก็ขึ้นมาถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น "อุทยานแห่งชาติภูเรือ"  โดยมีอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสต้อนรับเราอยู่รอบๆ
นักท่องเที่ยวต่างมายืนรอชมพระอาทิตย์ขึ้น หลายๆกลุ่มรวมทั้งเราถ่ายภาพระหว่างรอการมาถึงของพระอาทิตย์อย่างสนุกสาน เราโชคดีที่มาในวันที่นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นมากทำให้ไม่มีความรู้สึกอึดอัดกับจำนวนผู้คนสักเท่าไหร่...อากาศกำลังหนาว เครื่องกันหนาวหลายอย่างบนตัวเราดูจะไม่ค่อยเพียงพอ แต่สิ่งที่หันไปมองแล้วรู้สึกดีทุกครั้งคือแววตาอบอุ่นสนุกสนานของเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยกันในการเดินทางครั้งนี้

แล้ววันนี้พระอาทิตย์ก็ขึ้นที่ ภูเรือ จังหวัดเลย


หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วเราก็ได้อาศัยแสงอาทิตย์อ่อนๆในยามเช้าทำให้ร่างกายเราอบอุ่นขึ้นและก็เป็นแสงสว่างในการชมธรรมชาติสวยๆที่นี่ หลังจากตอนนี้เกือบ 2 ชั่วโมง สมาชิกร่วมเดินทางทั้งหลายของฉันก็เก็บภาพกันอย่างเต็มที่





 หลังจากชมพระอาทิตย์เสร็จเราก็เดินกลับมายังจุดจอดรถ เก็บภาพระหว่างทางสวยๆ การเดินลงภูอย่างช้าๆ ควบคุมจังหวะการหายใจ เอาหูฟังออกจากรูหู เปลี่ยนเป็นการพักฟังเสียงธรรมชาติที่ร่ำร้องเจื้อยแจ้วอยู่ 2 ข้างทาง ทำให้เรารู้สึกว่าท้องฟ้ามันฟ้ากว่าทุกวัน ดอกหญ้าธรรมดาดูสวยกว่าที่เราเคยเห็น และเพื่อนร่วมทางดูจะยิ้มกว้างมากกว่าที่มันเคยยิ้ม



หลังจากชื่นชมธรรมชาติกันเต็มอิ่มแล้วเราก็ไปซื้อเสบียงเป็น ปลาปิ้ง ซี่โครงหมูปิ้ง และไก่ย่างข้าวเหนียวที่ตลาดเช้าภูเรือไปกินกันบนรถสองแถวขนาด 6 ล้อ สายภูเรือ-เมืองเลย ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็ถึงบขส.เมืองเลย หลังจากนั้นก็ต่อรถ 2 แถว คันใหญ่แบบเดิมแต่เป็นสาย เมื่องเลย-เชียงคาน เพื่อเข้าที่พักที่เชียงคาน

เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆริมแม่น้ำโขงที่แต่ละบ้านมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร โฮมสเตย์ ขายของที่ระลึกต่างๆ โดยการทำอาชีพเหล่านี้ของพวกเขาไม่ได้กระทบความเป็นเชียงคานดั้งเดิมของเขาแม้แต่น้อย โฮมเสตย์ที่เราไปพักมีเจ้าของเป็นคุณยายที่มีอายุพอสมควร เขาทำกับเราประหนึ่งว่าเราเป็นลูกหลานที่มาพักอาศัยไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่มาพักโรงแรม กิจการต่างๆที่ชาวเชียงคานทำเหมือนเป็นงานอดิเรกการได้นั่งขายของที่ถนนคนเดินเปรียบเสมือนการมานั่งเล่นมองนักท่องเที่ยวเดินไปมา อาหารอร่อย มีแต่ความอบอุ่น ไม่มีการแย่งชิงนั่งท่องเที่ยวจนน่าเกลียด ชาวเชียงคานทำตัวปกติรุ่มเรื่อย นี่เป็นอีกเอกลักษณืน่ารักๆที่เราได้ไปเจอมาในการเดินทางครั้งนี้






เราชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวเพราะรู้สึกว่าจะได้ไปในที่ที่อยากไป ทำอะไรที่จากทำ ไม่ต้องมาเป็นห่วงเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่น แต่การเดินทางของเราครั้งนี้เปลี่ยนความคิดของเราไปอย่างสิ้นเชิง การมีเพื่อนร่วมทางที่ดีเป็นการเพิ่มรสชาติการเดินทางให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น การได้ประนีประนอม เป็นห่วงเป็นใยกัน หรือการสร้างเสียงหัวเราะร่วมกัน ทำให้ความสุข ความสนุก และเสียงหัวเราะที่ได้ยินในการเดินทางครั้งนี้ดังนานและชัดเจนกว่าที่เคย 

การท่องเที่ยวเพียงลำพังอาจสร้างรสชาติที่เปรี้ยวปรี้ด ขมปร่า หรือหวานล้ำ แต่การมีเพื่อนร่วมทางน่ารักๆทำให้เราได้รับรู้รสชาติความสุขที่กลมกล่อมมากกว่าอย่างแน่นอน



วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

ภูเรือ-เชียงคาน-ภูทอก-แก่งคุดคู้

เราเริ่มทริปนี้ด้วยความอยากเที่ยวล้วนๆ
และนี่จะเป็นครั้งแรกของการท่องเที่ยวโดยปราศจากพี่เลี้ยงและผู้ปกครอง

เรารวบรวมเพื่อนร่วมทริป,จองที่พัก,จองรถ,วางแผนการเดินทางอย่างดิบดี เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่กินที่นอน แต่ก็นั่นแหละเอาเข้าจริงๆ "เราวางแผนให้กับทุกอย่างที่ไม่เคยพบไม่เคยเจอไม่ได้หรอก"

23 ธันวาคม 2557

เราไปเตรียมตัวที่หมอชิตก่อนเวลารถออกเกือบ 3 ชั่วโมง กินข้าวเย็นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็นั่งรอ เม้ามอย(แอบนินทา) ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างสนุกสนาน




แล้วก็ถึงเวลารถออก
สำหรับเราผู้ที่นั่งรถทัวร์บ่อยก็รู้สึกเฉยๆกับมัน แต่เพื่อนบางคนของเราไม่เคยนั่งรถทัวร์เลยสักครั้ง นี่จะเป็นครั้งแรกของเธอผู้นั้นเลยนะ นางคงแอบตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

รถที่เราใช้เดินทางเป็นรถทัวร์กรุงเทพฯ-ภูเรือ 2 ชั้นแบบที่เดินทางออกต่างจังหวัดปกติ เบาะปรับเอนได้พอให้นอนสบาย แต่ที่พิเศษคือ มีผ้าห่มนวมสีแดงแจ๋แทนที่จะเป็นผ้าห่มบางๆ แถมด้วยขนมและน้ำดื่มด้วย (บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ)

แต่คนนี่ซู่ซ่า แต่ล้อเคลื่อนเท่านั้นแหละ...ตายสนิท


รถออกทุกคนก็แยกย้ายกันไปนับแกะในฝัน
มีแวะให้เข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง แต่ดูเหมือนทุกคนจะง่วงงุนเกินกว่าจะลุกขึ้นฉี่
ดึกๆตื่นขึ้นมาอยากมองข้างทาง
โอ้โหแม่เจ้า นี่มันโค้งตัว S นี่นา เอาล่ะหลับดีกว่า ข้างทางมันหวาดเสียวเหลือเกิน

24 ธันวาคม 2557

เราถึงตลาดภูเรือประมาณตี 4 กว่าๆ สิ่งแรกที่เราพบคือความหนาวยะเยือก หนาวสุดในชีวิต หนาวแบบหนาวอ่ะ เรารีบแบกหน้าด้านชาไปเข้าห้องน้ล้างหน้าแปรงฟัน(ซึ่งน้ำเย็นทั้งหมด) เรียกคิ้วมาประทับบนหน้า ใส่เครื่องกันหนาวทั้งหมดที่เอามา ตั้งแต่เสื้อไหมพรม ผ้าพันคอ ถุงเท้า ยันถุงมือที่โฆษณาเหลือเกินว่าสามารถทัชสกรีนโทรศัพท์ได้ เสร็จแล้วก็หารถขึ้นภูเรือ

รถที่ให้บริการขึ้นภูเรือเป็นรถ 2 แถว มีหลังคาหน้าต่างเปิดโล่ง โดยคิดราคาเหมาคันละ 700 บาท ซึ่งรถทุกคันมีราคานี้เป็นราคากลาง
เราได้คุณลุงคนขับรถผู้น่ารักเป็นสารถีพาเราขึ้นภู ก่อนขึ้นภูคุณลุงก็แนะนำให้เราไปนั่งข้างหน้าเพราะกลัวพวกเราจะหนาวจนทนไม่ไหว...แต่ก็มิได้นำพา โชว์เหนือนั่งข้างหลังทั้งหมด รถเคลื่อนตัวไปได้ไม่กี่เมตรพวกเราก็ได้รับรู้ว่า...นรกไม่ร้อนเสมอไป

จุดจอดรถมีอาหารอุ่นๆขาย ได้แก่ ขนมจีบซาลาเปา น้ำชากาแฟ ไข่ทรงเครื่อง มันปิ้ง และอาหารยอดฮิตหน้าหนาวของชาวอีสาน...ข้าวจี่
เราหาชาอุ่นๆลงท้องพร้อมกับไข่ปิ้งและข้าวจี่ มื้อแรกที่นี่อะไรก็ดูจะอร่อยไปหมด ที่สำคัญราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด


เราต้องต่อรถ 2 แถวไปอีกหนึ่งต่อเพื่อไปดูจุดพระอาทิตย์ขึ้น โดยมีค่าบริการคนละ 5 บาท ระยะทางไม่ไกลนัก แต่เพื่อความปลอดภัย นั่งรถดีกว่าเนอะ

ถึงจุดชมวิวอุทยานแห่งชาติภูเรือ ที่ 8 องศาเซลเซียส
ภูเรือหนาวกว่าลำพัง



มีคนมารอชมพระอาทิตย์กันหนาตา แต่ก็ไม่อึดอัดจนทำให้การเสพธรรมชาติของเราต้องหมดอรรถรส


และแล้วคุณพระอาทิตย์ก็ลอยตุ๊บป่องขึ้นมา


 นอกจากจุดชมวิวแล้วก็ยังมีพระพุทธรูปให้เราไหว้ขอพรด้วย


 แถมด้วยความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆในประเทศไทยด้วย


 ยกตัวอย่างหมูหริ่ง เป็นต้น (หมูอะไรชื่อแปล๊กแปลก)


ที่นี่ดอกหญ้าใกล้ฟ้านิดเดียว

เราตัดสินใจเดินลงมายังจุดจอดรถเพราะหวังว่าจะได้ชื่นชมธรรมชาติระหว่างทาง แล้วเราก็ไม่ผิดหวังข้างทางทำเราหลงรักท้องฟ้ากับเต็มเปา




แล้วเราก็ลงจากภูเรือโดยมีลุงคุณขับรถมาส่งที่ตลาดพร้อมฝากเรากับรถ 2 แถว คันโตให้เข้าเมืองเลย

คุณลุงคนขับรถขึ้นภูเรือ คนน่ารักหนึ่งคนที่เราได้เจอในทริปนี้

เราแวะเติมพลังที่ตลาดภูเรือ อาหารพื้นบ้านแสนอร่อยและถูกจนไม่น่าเชื่อ

ปลานิลย่างเกลือตัวใหญ่ ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

เรานั่งรถ 6 ล้อ 2 แถวคันใหญ่เข้าเมืองเลย ราคาค่าโดยสารไม่แน่ใจแต่ไม่น่าจะเกิน 60 บาท ขับรถหวานเย็นชมวิวเรื่อยๆ น่ารักดี
สิ่งที่พวกเราทำเมื่อขึ้นรถ...

 1. เม้ามอย
2. หลับ

เราเดินทางถึง บขส.เมืองเลยแล้วก็นั่งรถแบบเดิมเดินทางไปเชียงคาน รถแบบเดิม และหวานเย็นเหมือนเดิม...

เราพักโฮมสเตย์ชื่อว่า ไทเชียงคาน บ้านพักขนาดกลาง 2 ชั้น อยู่ติดริมแม่น้ำโขง มีคุณยายวัยประมาณ 60 ต้นๆเป็นผู้ดูแล เราต้องพักรวมกับคนอื่นๆโดยแยกเป็นแต่ละห้อง และใช้ห้องน้ำร่วมกัน ห้องสบาย ผ้าห่มอุ่น และที่สำคัญมี กาแฟ โอวัลติน และขนมปังปิ้งบริการฟรี

หลังจากพักผ่อนกันสักพักพวกเราก็จับจักรยานที่ทางที่พักมีบริการฟรีไปปั่นหาของอร่อยจากชียงคานกัน โดยประเดิมร้านแรกที่ร้าน งอยโขง รสชาติอร่อย แต่คาดการว่าผงชูรสคงหกลงไป เพราะเราเป็นคนที่กินผงชูรสแล้วจะแน่นหน้าอกและปวดหลัง กินไปได้สักพักอาการเริ่มมาจนต้องแวะพักร้านขนมกันเลยที่เดียว กินเสร็จก็ชมวิวจนเย็นย่ำ จึงเก็บจักรยานแล้วหันมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินเชียงคานแทน หลังจากนั้นก็กลับเข้าที่พัก ต่อสู้กับการบังคับให้ตัวเองอาบน้ำ แล้วก็ซุกผ้าห่มอุ่นนอน
ธรรมดานอนดึกมาก กลัวว่าตัวเองจะชินแล้วนอนไม่หลับ ที่ไหนได้หัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ย อากาศเย็นๆเงียบๆ ซุกผ้าห่มอุ่นๆ คอนโดชื่อดังกลางเมืองที่ไหนเปิดโครงการที่บรรยากาศแบบนี้ได้จะขุดเขาตัดทะเลมาแบ่งขายซื้อสักห้อง

 ข้าวเปียกเส้น(ก๋วยจั๊บญวน)จากร้ายงอยโขง

 ไข่กระทะจากร้านงอยโขง

 อาหารยอดฮิต มินิกุ้งแม่น้ำย่าง

 บรรยากาศริมแม่น้ำโขง (ฝั่งนู้นเป็นประเทศลาวแล้วนะ)

ที่นี่คนปั่นจักรยานกันเยอะมาก

 วันนี้พระอาทิตย์ตกที่เชียงคาน

 ธนาคารกรุงไทยสาขาเชียงคาน คงเป็นธนาคารที่น่ารักที่สุดในโลก

อ้อยควั่นของทานเล่นที่มีแต่แม่คนเดียวที่เ็นภาพแล้วร้องอ๋อ

25 ธันวาคม 2557

เราต้อนรับเช้านี้ด้วยการใส่บาตรข้าวเหนียวที่ได้บอกให้ที่พักจัดให้ แต่ละคนเกๆกังๆไม่รู้ว่าควรเอาอะไรใส่ลงไปก่อนดี มีที่ไหนตักบาตรให้พระ แต่พระต้องสอนว่าต้องทำยังไง ต้องขออภัย พวกเรามันพุทธศาสนิกชนที่ห่างวัดมานาน
หลังจากตักบาตรเสร็จก็มีคุณลุงสกายแลปที่เราติดต่อไว้ตั้งแต่เมื่อวานพาไปดูทะเลหมอกที่ภูทอก
รถสกายแลปเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดัดแปลงให้มีกระบะหลังมีหลังคา และหน้าต่างเปิดโล่งทุกทิศทาง กว่าจะถึงภูทอกพวกเรานี่หน้าชาดิกกันเลยทีเดียว
สกายแลปแจ่มว้าว

เราต้องต่อรถขึ้นภูทอกอีกรอบ ซึ่งเป็นรถบริการฟรี รถ 2 แถวคล้ายๆกับที่ขึ้นภูเรือ แต่ที่ต่างออกไปก็คือ...ไม่มีหลังคา

 รถสองแถวขึ้นภูทอก

เส้นทางขึ้นภูทอก (สวัสดีโค้งตัวS)

 ทะเลหมกที่ภูทอก เขาว่ากันว่าวันนี้หมอกน้อย

และภูทอกก็ยังหนาวกว่าลำพัง

กลับจากภูทอกคุณลุงสกายแลปก็พา้ราไปโูแก่งคุดคู้ แก่งที่มีตำนานเล่าขานกันมายืดยาว หากเป็นช่วงแล้งน้ก็ได้เห็นสันทรายในแม่น้ำสวยงาม โชคไม่ดีที่ชาวงที่เราไปเป็นช่วงน้ำเยอะ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังสวยอยู่ดี



มะพร้าวแก้วเกรดAของดีเชียงคาน

กลับมาจากแก่งคุดคู้เราก็กลับมาเก็บของเช็คเอ้าท์แล้วฏ็เดินเล่นกันอีกรอบ คราวนี้เรามีโอกาสได้ชิมตำด๊องแด๊ง ซึ่งก้คือส้มตำูปลาร้าที่ใส่แป้งขนมจีนลวกลักษณะหนึฐๆลงไปด้วย คลุกเคล้ากับผักลวกนานาชนิด รสชาติกลมกล่อม คอปลาร้าไม่ควรพลาดเมนูนี้จริงๆ

ตำด๊องแด๊งในตำนาน

แล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับ

เมืองเลยเมืองเล็กๆที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายแต่ความเป็นเลย วัฒนธรรม ผู้คน ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป

เชียงคาน เมืองเล็กๆแสนน่ารัก ที่ผู้คนทำให้ธุรกิจโรงแรมเปรียบเสมือนการรับลูกหลานเข้ามาอยู่ในบ้าน มีแต่คนน่ารักจนเรามีความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น ไม่สงสัยว่าทำไมหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯหลายคนถึงตัดสินใจมาลงหลักปักฐานที่นี่

ขอบคุณเพื่อนร่วมทางผู้น่ารัก พวกเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวครั้งนี้น่ารักมากยิ่งขึ้น 

รถทัวร์ฉิ่งฉับเดินทางออกจากเมืองเลยแล้ว แต่สงสัยคงต้องกลับไปอีกครั้งแล้วแหละ
บังเอฺญทิ้งหัวใจไว้ที่นั่นน่ะ













วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บทความที่ไม่มีโอกาสได้ส่งเข้าประกวด

นี่จะเป็นบทความแรกในบล็อค ก็กลัวโป๊ะแตกเบาๆเพราะเล่นไม่เป็น ถ้าผิดพลาดก็ห้ามล้อเรานะ

เป็นคนชอบขายฝัน และฝันหนึ่งที่เริ่มต้นตั้งแต่ ม.1 คือการเป็น "นักเขียน" แต่ด้วยความเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันเลยไม่ได้เอางานตัวเองลงสนาม ทำได้เพียงแค่เป็นนักเขียนในเฟสบุ๊ค จนเมื่อปิดเทอมซัมเมอร์ที่แล้ว มีโครงการแข่งขันงานเขียนเกี่ยวกับการสะท้อนสังคมหรืออะไรสักอย่างที่ก็ลืมไปแล้ว โดยมีรางวัล คือทัศนศึกษาที่ประเทศอินโดนีเซีย และพิมชะก็อยากไปอินโดนีเซียมากเลยตั้งใจจะส่งงานเข้าประกวด

ไม่ถนัดเลยกับการเขียนเรื่องยาวๆ แต่จนแล้วจนรอดก็เขียนเสร็จ...แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ส่ง

ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่คิดจะโทษใครเลย คิดขึ้นมาได้วันนี้แค่เสียดายเท่านั้นแหละ

เอาเป็นว่าไม่ได้ส่งประกวดก็ไม่เป็นไร ช่วยกันอ่านในนี้ก็แล้วกันเนอะ

บทความของเราชื่อ "กลับบ้าน"



กลับบ้าน
ฉันเก็บของใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก เสื้อผ้าสีทึบทึมถูกเก็บใส่กระเป๋าทีละชิ้นอย่างเชื่องช้าเช่นเดียวกันกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
            “พี่...แม่เสียแล้วนะ” เสียงสะอื้นของน้องชายยังดังก้องอยู่ในหู
เสียงโทรศัพท์ที่โทรมาบอกข่าวการจากไปของแม่เปรียบเสมือนระฆังบอกหมดยกสุดท้าย เสียงของน้องชายที่เปล่งออกมาตามสายเหมือนกรรมการที่ชูมือของคู่ต่อสู้ของฉันขึ้น และประกาศว่าฉันแพ้แล้วในสังเวียนชีวิตสังเวียนนี้
ฉันจากบ้านมาตั้งแต่ตอนที่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ ยังจำความดีใจและรอยยิ้มด้วยความปลาบปลื้มที่เจืออยู่บนใบหน้าของแม่ได้ดี ตอนที่ท่านได้ยินข่าวว่าลูกสาวของท่านสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐอันดับต้นๆของประเทศได้ ตั้งแต่นั้นฉันก็ออกจากบ้านมา...บ้านสถานที่ที่นานๆครั้งถึงจากมา กลับกลายเป็นสถานที่ที่นานนานครั้งจะได้กลับไป
ฉันใช้ชีวิตนักศึกษาอยู่ในเมืองหลวงเป็นเวลาสี่ปี ฉันตั้งใจเรียนอย่างสุดความสามารถ เพราะคิดอยู่เสมอว่าความสำเร็จของฉันจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของแม่ด้วยเช่นกัน เมื่อท้อใจก็คิดถึงคำพูดของแม่ที่บอกว่าได้มอบความหวังทั้งหมดของแม่ไว้ที่ฉันแล้ว ฉันแบกความหวังอันหนักอึ้งไว้เต็มสองบ่า หากวันใดประสบความสำเร็จคงจะได้กลับบ้านไปหาแม่อย่างภาคภูมิ

วันรับปริญญาของฉัน แม่ใส่เสื้อชุดใหม่ที่ฉันเป็นคนซื้อให้ ดวงตาของแม่มีน้ำตาคลออยู่ตลอดเวลา
            “ลูกเป็นค่าตอบแทนความยากลำบากที่มีค่าที่สุดของแม่นะ” แม่พูดพร้อมยกมือหยาบกร้านขึ้นลูบแก้มฉันและส่งยิ้มขับริ้วรอยบนใบหน้าของแม่ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่าท่านได้ผ่านชีวิตมามากเท่าไหร่แล้ว
ความยินดีของแม่เป็นแรงผลักดันปลุกไฟฝันใหม่ในตัวฉันให้เกิดขึ้น ทุกความยากลำบากที่แม่เคยพบเจอมาควรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ภาระหน้าที่การส่งเสียน้องชายคนเล็กที่เคยเป็นหน้าที่ของแม่อยู่ก็ไม่ควรเป็นของแม่อีกต่อไป
ฉันมุมานะหางานทำ จนสามารถเข้าทำงานในบริษัทชั้นนำ ค่าตอบแทนสูง หวังเพียงว่าแม่จะสบาย มีบ้าน มีรถ มีเงินใช้จ่ายซื้อหาในสิ่งที่แม่อยากได้โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักอีก ผลตอบแทนเหล่านี้แม่ควรจะได้รับให้สมกับความเสียสละที่แม่มีให้กับฉันและน้องชายตลอดมา
และนั่นเป็นอีกครั้งที่ฉันต้องออกจากบ้าน และเป็นอีกครั้งที่ฉันต้องจากแม่มา ความฝันของฉันที่อยากจะให้แม่สบายต้องแลกด้วยการที่ต้องออกจากบ้าน ไม่มีเวลาจะดูแลแม่ ไม่มีเวลาจะได้พูดคุยกันยิ่งกว่าตอนที่ฉันจากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัย สุดท้ายใบปริญญาก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ฉันกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับแม่อย่างมีความสุขที่บ้าน
หัวลำโพงผู้คนมากมายคลาคล่ำอยู่ที่นี่ ต่างคนต่างมีจุดหมายปลายทางแตกต่างกันไป หลายคนแบกเป้ด้วยสายตามุ่งมั่นในการเดินทาง หลายคนรอที่จะกลับบ้านไปพบพ่อแม่พี่น้องที่จากมา และหลายคนกำลังจะกลับบ้านเพื่อไปพบพ่อแม่พี่น้องที่จากไปแล้ว เช่นเดียวกันกับฉัน ไม่มีการกลับบ้านครั้งไหนที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่อยากไปให้ถึงปลายทางเท่าครั้งนี้มาก่อน ความเป็นจริงอันโหดร้ายรอฉันอยู่ที่นั่น แม่ไม่รอฉันอีกแล้ว จะไม่มีกับข้าวแสนอร่อยรอฉันอีกแล้ว ไม่มีอีกแล้ว ฉันจำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่แล้วหนอที่ไม่ได้กลับบ้าน นานเท่าไหร่แล้วหนอที่ฉันกับแม่ไม่ได้บอกรักกันแบบเห็นแววตาและรอยยิ้ม นานเท่าไหร่แล้วหนอ นานเท่าไหร่แล้ว

รถไฟเคลื่อนขบวนออกจากหัวลำโพงในตอนบ่ายแก่ๆ แสงแดดสีทองอ่อนๆกระทบกับต้นไม้ทำให้เงารูปร่างประหลาดของมันทาบทับอยู่บนขบวนรถไฟ ต้นแล้วต้นเล่า เงาแล้วเงาเล่า สมัยที่ฉันยังเด็กแม่กับฉันเป็นเงาของกันและกัน เราไปด้วยกันทุกที่ แม่ดูแลฉันในทุกทุกจังหวะในชีวิต เป็นห่วงเป็นใยในทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวฉัน แม่รักษาเอาใจใส่เด็กขี้โรคเอาแต่ใจด้วยข้าวกล่อง ตะกร้าจักรยานและก้านชบา ทุกๆเย็นแม่จะทำกับข้าวต่างๆใส่กล่อง พาเด็กขี้โรคตัวเล็กใส่ตะกร้าจักรยานปั่นไปป้อนข้าวที่ริมคลอง เพียงหวังให้ลูกสาวได้เปลี่ยนบรรยากาศและทานอาหารให้ได้มากยิ่งขึ้น เมื่อใดที่ฉันร้องงอแงไม่มีเหตุผล เอาแต่ใจ ก้านของต้นชบาที่ปลูกเอาไว้ข้างบ้านจะถูกนำมารูดใบออกแล้วก็ฟาดลงบนน่องฉันเพื่อให้หลาบจำ และคนที่ตีฉันกับคนที่ชงนมใส่ขวดมาโอบกอดเพื่อปลอบใจพร้อมสั่งสอนบอกเหตุผลในการทำโทษด้วยเสียงสั่นเครือก็คือคนคนเดียวกัน  แม่ก็ยังเป็นแม่เสมอ รัก ดูแล เอาใจใส่ ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เป็นคนดีและมีชีวิตที่ดี ว่ากันว่าหากมีวัตถุก็ต้องมีเงา ฉันกับแม่เป็นเงาของกันและกันเสมอมา ในขณะหนึ่งแม่อาจจะเป็นเงาของฉัน และในอีกขณะหนึ่งฉันอาจจะเป็นเงาของแม่ ในความเป็นจริงฉันอาจจะจากแม่ออกจากบ้านมาตั้งแต่สมัยเรียนจนเรียนจบและทำงาน แต่เราก็ยังเป็นเงาของกันและกันอยู่เสมอในความรู้สึก แต่ตอนนี้แม่จากไปแล้ว แม่ทิ้งให้ฉันกลายเป็นวัตถุไร้เงา ปล่อยให้ฉันกลายเป็นเงาที่ไร้ซึ่งวัตถุ ความทรงจำระหว่างฉันกับแม่ประดังประเดเข้ามา ทุกความทรงจำระหว่างเราแม่ลูกไหลผ่านสมองฉันรวดเร็วยิ่งกว่าเงาของต้นไม้ที่ทาบทับบนขบวนรถไฟ เหตุการณ์แล้วเหตุการณ์เล่า ความทรงจำแล้วความทรงจำเล่า แล้วความทรงจำเหล่านั้นก็ไหลผ่านไปไม่สามารถวนกลับมาเป็นจริงได้ใหม่เช่นเดียวกันกับเงาไม้บนขบวนรถไฟ หากแต่ความทรงจำเหล่านั้นยังคงเป็นตะกอนขุ่นในสมองและจิตใจของฉัน บางครั้งสวยงามหวานหอม และบางครั้งก็ขื่นขมร้าวราน...เช่นตอนนี้

ชีวิตยังดำเนินต่อไปตามกลไกของมัน แต่บางเวลาเราก็อยากมีช่วงเวลาหยุดพักสิ่งต่างๆเอาไว้ บางครั้งเราก็โหยหาชานชาลาชีวิตให้มีช่วงหยุดพัก แวะซื้อน้ำอาหาร ไว้ดื่มกินแก้หิวแก้กระหายได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงเราก็ไม่อาจหยุดชีวิตไว้ไม่ให้ดำเนินต่อ หากนั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสท้อไม่มีโอกาสหมดแรงในการดำเนินชีวิต
การจากไปของไปของแม่แม้ไม่ใช่ชานชาลาของรถไฟขบวนชีวิต แต่มันก็สามารถทำให้ชีวิตที่ดำเนินอย่างรวดเร็วของฉันกลับมาเชื่องช้าลงได้อีกครั้ง ทำให้ฉันมีเวลาคิดคำนึงถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาแล้ว มากกว่าการมองอนาคตที่ยังไม่ถึง การจากไปของแม่ทำให้ฉันต้องพยายามในการทำความเข้าใจอนาคตในมิติใหม่ และกลับมาใส่ใจในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น
สายเกินกว่าที่ฉันจะแก้ไขอะไรได้ รถไฟขบวนนี้ไม่สามารถย้อนกลับไปในสถานีที่จากมาได้ถ้าเราไม่ยอมลงจากรถและซื้อตั๋วใบใหม่แล้วขึ้นรถขบวนใหม่เพื่อกลับไปสถานีเดิมที่จากมา แต่บนรถไฟขบวนชีวิตขบวนนี้ ฉันไม่มีสิทธิ์หยุดหรือลงจากรถแล้วซื้อตั๋วใบใหม่เพื่อเปลี่ยนขบวน ฉันไม่ได้รับสิทธิ์ที่จะย้อนอดีตกลับไปแก้ไขหรือไขว่คว้าสิ่งใดกลับมา สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ก็คือการก้าวไปข้างหน้าเพื่อพบกับความเป็นจริง
หลายครั้งที่ชีวิตฉันต้องเผชิญกับการยื่นข้อเสนอและต่อรองในเรื่องต่างๆ ทั้งเป็นฝ่ายต่อรองและถูกต่อรอง แต่สำหรับเรื่องนี้ฉันกลับไม่มีสิทธิ์ที่จะยื่นข้อเสนอหรือมีข้อต่อรองใดใดให้กล่าวอ้าง หรือที่จริงแล้วอาการเจ็บป่วยของแม่ก่อนหน้านี้จะเป็นสัญญาณตักเตือนจากฟ้าให้ฉันต้องรู้สึกตัวได้แล้ว แต่เป็นฉันเองที่เพิกเฉยต่อมัน หากเป็นจริงเช่นนั้นข้ออ้างใดใดของฉันคงหมดความหมายไปโดยปริยาย

ฉันไม่เคยได้ยินคำร้องขอจากแม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดจากฉัน ความฝันของฉันที่คิดมาเสมอว่าแม่อยู่ในนั้นมันมีแม่อยู่จริงหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วมันเป็นความฝันของฉันเพียงคนเดียว ฉันให้แม่เป็นตัวละครในความฝันของฉันเท่านั้นหรือ ทุกอย่างที่ฉันคิดว่าทำเพื่อแม่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการสนองความฝันของตัวเองอย่างเห็นแก่ตัว ความสุขของแม่อาจเป็นเพียงการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูกหลาน คอยหุงหาอาหารมองดูลูกหลานมีความสุขสมบูรณ์พร้อม และได้รับการดูแลเอาใจใส่จากลูกเพียงเท่านั้น

ทันทีที่ก้าวเท้าถึงบ้าน น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วกลับมาปริ่มอีกครั้งที่ขอบตา ก่อนจะไหลลงมาอาบแก้มอย่างสุดกลั้น การกลับมาของฉันยิ่งสร้างความเศร้าโศกให้กับบรรดาญาติพี่น้องมากยิ่งขึ้น เพราะการกลับมาครั้งนี้ของฉันเป็นการตอกย้ำว่าแม่ได้จากไปแล้วจริงๆ เพราะน้อยครั้งที่ฉันจะได้กลับบ้าน น้องชายเดินเข้ามากอดฉันก่อนจะเดินนำให้ฉันได้ไปไหว้แม่
            “แม่รอพี่อยู่” น้องชายบอกด้วยเสียงเจือสะอื้น
ฉันเดินเข้าไปจุดธูป ยกมือพนมขึ้นไหว้ รูปถ่ายที่ประดับอยู่เป็นรูปสมัยที่แม่ยังสาว ผิดกับตอนที่ฉันเห็นท่านครั้งล่าสุด ผู้หญิงร่างเล็ก ใบหน้ารูปไข่ ตาตี่เรียวเล็กตามแบบเชื้อสายจีน ผมหยักศกยาวประบ่ารวบไว้ต่ำๆที่ท้ายทอย ดูแตกต่างกับหญิงชราผมสีดอกเลาใบหน้ายับย่นที่ฉันได้เห็นเมื่อครั้งล่าสุด แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือดวงตาแววหวังคู่นั้นที่ทอดมองฉันด้วยความรักเสมอมาไม่เปลี่ยนแปลง ฉันทักทายบอกให้แม่ได้รับรู้ว่าฉันมาถึงแล้ว ก่อนจะกล่าวขอโทษที่ไม่อาจได้อยู่ด้วยกันกับท่านในวาระสุดท้ายของลมหายใจ พร้อมกับให้คำสัญญาว่าจะดูแลน้องชายของฉันให้ดีที่สุด
พ่อจากพวกเราไปตั้งแต่ตอนที่น้องชายของฉันอายุไม่กี่ขวบปี ภาระหน้าที่ในการดูแลส่งเสียลูกๆจึงตกเป็นของแม่ แม่ไม่เคยบ่นเหนื่อยหรือท้อให้ลูกได้ยิน แม่ทำให้เรามีทุกสิ่งทุกอย่างทัดเทียมกับเพื่อนๆ ท่านทำหน้าที่เป็นทั้งแม่และพ่อได้อย่างยอดเยี่ยม ฉันกับน้องไม่เคยรู้สึกขาดสิ่งใดเลยแม้ว่าเราจะไม่มีพ่อก็ตาม
ช่วงหลังๆแม่มีอาการป่วยเป็นระยะๆ ก่อนจะทรุดหนักเข้าโรงพยาบาลได้เพียงสองวันก็จากพวกเราไปแบบไม่ทันให้พวกเราได้ตั้งตัว ความฝันที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับแม่ของฉันพังทลาย แม่ไม่รอฉันแล้ว ก่อนหน้านี้แม่เคยแนะนำแกมขอร้องให้ฉันกลับมาทำงานที่บ้าน ฉันขอผลัดแม่ออกไปเพราะเสียดายเงินเดือนและตำแหน่งของบริษัทเก่าที่ทำอยู่ โดยอ้างไปว่าถ้าฉันทำงานมีเงินเยอะเท่าไหร่แม่ก็จะมีชีวิตที่สุขสบายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ข้ออ้างโง่ๆถูกเอ่ยออกไปอย่างเห็นแก่ตัว ฉันดิ้นรนทำสิ่งที่แม่ไม่ต้องการแต่กลับปฏิเสธความต้องการของแม่อย่างใจดำ ถึงตอนนี้แม้ฉันจะมีเงินเดือนมากมายขนาดไหน มีชีวิตที่สุขสบายเท่าไหร่ก็ไร้ค่า แม่ไม่รอร่วมชื่นชมความสำเร็จของฉันอีกต่อไป
มีเพื่อนบ้านญาติพี่น้องแวะเวียนมาอยู่เป็นเพื่อนฉันกับน้องชายตลอดระยะเวลาที่จัดงานให้แม่ เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับแม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อของการพูดคุย มาถึงตอนนี้ฉันรับรู้แล้วว่าฉันได้พลาดอะไรไปบ้าง ฉันพลาดที่จะได้อยู่ร่วมกับท่านในช่วงบั้นปลายชีวิต หญิงชราที่อยู่บ้านหลังใหญ่เพียงคนเดียวพูดถึงแต่ลูกสาวที่ไปทำงานในเมืองหลวง หลายปีถึงจะได้กลับบ้านสักครั้งกับลูกชายที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะมหาวิทยาลัยใกล้บ้านแต่ก็มีโอกาสในการกลับบ้านแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น คำบอกเล่าของญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทำให้หัวใจฉันหนักอึ้งยิ่งกว่าตะกั่ว แม่จะเหงาแค่ไหนตอนที่ฉันกับน้องชายไม่อยู่ บ้านหลังใหญ่ที่ต้องอยู่คนเดียว ห้องนั่งเล่นที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันแต่ไร้ซึ่งคนนั่งเป็นเพื่อน ห้องครัวที่มีเครื่องใช้ทันสมัยแต่ไม่มีลูกๆให้ท่านได้ทำกับข้าวไว้ให้ได้กิน  เตียงนอนในห้องนอนกว้างที่ไร้ซึ่งไออุ่นของครอบครัว สนามหญ้าหน้าบ้านที่ประดับประดาไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดแต่กลับเงียบเหงาไร้เงาของลูกหลาน แม่เหงาแค่ไหนตอนที่ท่านไม่มีฉันกับน้องชาย

งานศพแม่ผ่านไป ฉันกับน้องเก็บเถ้ากระดูกแม่ใส่ผ้าขาวนำไปลอยอังคารให้แม่ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ฉันกลับมาบ้านที่ฉันปลูกให้แม่เมื่อไม่กี่ปีก่อน บ้านที่ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้มาอยู่ด้วยกันกับครอบครัวอย่างมีความสุข ความอ้างว้างกลับเข้ามาปกคลุมหัวใจให้เยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม บ้านที่มีกลิ่นกายของแม่อบอวลอยู่ในบ้าน มันคงจะอบอุ่นไม่น้อยหากเราได้อยู่กันพร้อมหน้ากันที่นี่ รูปของแม่ถูกแขวนไว้บนผนังเหนือโกศกระดูก แม่เป็นแม่ที่ดีที่สุด และจะเป็นผู้หญิงที่อยู่ในใจฉันตลอดไป

หลังจากจัดการธุระเรื่องแม่เสร็จฉันก็กลับมาทำงานตามปกติด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยวไร้แรงฝัน ผู้คนวุ่นวายแย่งชิงกันใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบในเมืองหลวง รถเป็นร้อยเป็นพันคันจอดแออัดไม่ยอมขยับเขยื้อนอยู่บนถนนทุกเช้าเย็นและชั่วโมงเร่งด่วน ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนราวกับว่าทั้งหมดนั้นเป็นคำบัญชาจากฟ้าดินว่าเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ที่ดีทุกคนพึงกระทำ
เมืองหลวงตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศ แต่น่าแปลกที่ไม่ว่ามองไปมุมใด มองไปที่ไหนก็จะต้องมีผู้คนต่างจังหวัดอาศัยอยู่ที่นี่ แรงงานมากมายหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้เพื่อหาอาชีพที่มีเงินเดือนตอบแทนสูงพอจะจุนเจือครอบครัวได้ หลายคนหอบความหวังความฝันมาเช่นฉัน หลายคนยังจดจ่อกับความหวังที่จะได้กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวพร้อมหน้าอีกครั้ง ส่วนหลายคนก็หลงลืมไปแล้วว่าเวลาไหนที่ควรจะกลับบ้าน
เมื่อมีภาระหน้าที่ให้แบกรับยิ่งมากขึ้น การกลับบ้านก็ดูเหมือนจะยิ่งมีความสำคัญน้อยลง ความจริงแล้วบ้านเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัยเท่านั้นไม่ได้มีความหมายมากพอที่จะทำให้การกลับบ้านมีความหมายมากมายอะไร แต่สิ่งที่ทำให้การกลับบ้านดูมีความสำคัญและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นก็คือคนที่บ้าน การรอคอยและการต้อนรับของคนที่บ้านขับให้การกลับบ้านดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างล้นเหลือ รอยยิ้มด้วยสีหน้าเป็นสุข เสียงเด็กเล็กๆพูดเจื้อยแจ้วเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครง นี่ต่างหากที่ทำให้เราโหยหาการกลับบ้าน

ฉันอยู่บนขบวนรถไฟที่เพิ่งแล่นออกจากหัวลำโพงในบ่ายแก่ๆของวันที่สดใส แสงแดดสีทองอ่อนๆกระทบกับต้นไม้ทำให้เงารูปร่างประหลาดของมันทาบทับอยู่บนขบวนรถไฟ ต้นแล้วต้นเล่า เงาแล้วเงาเล่า ฉันแกะข้าวกล่องที่เตรียมมาขึ้นกินก่อนจะดื่มน้ำจากขวดเพื่อแก้หิวและดับแก้กระหายโดยไม่ได้สนใจแม่ค้าที่ขายของอยู่ตามชานชาลา บนรถไฟขบวนชีวิตฉันไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้ แต่สิ่งที่ฉันสามารถทำได้คือการตระเตรียมเสบียงให้พร้อมต่อความหิวความกระหาย แทนการร้องขอให้รถไฟขบวนชีวิตขบวนนี้หยุดลงที่สถานีใดสถานีหนึ่ง แม่จากไปแล้วและไม่มีวันหวนกลับมาได้ ฉันไม่เคยลืมความจริงข้อนี้ ตอนนี้ฉันกำลังเดินทางกลับบ้าน กลับไปอยู่ที่นั่นอย่างถาวรแม้ฉันจะไม่สามารถทำตามความปรารถนาของแม่ได้ครบถ้วน เราไม่อาจได้อยู่ด้วยกันในบ้านที่แสนอบอุ่นอย่างที่เราสองคนวาดหวังเอาไว้ แต่อย่างน้อยที่สุดฉันกำลังจะได้กลับไปอยู่บ้าน กลับไปสู่บ้านของแม่ บ้านที่ฉันจากมาเนิ่นนาน แม้แม่จะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว แต่สิ่งที่แม่ฝากไว้ให้ฉันคือ การที่ท่านทำให้ฉันเห็นความสำคัญของบ้าน และความสำคัญของคนที่บ้านว่าสองสิ่งนี้มีค่าเพียงพอที่จะแลกกับเงินเดือนหรือตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตเพียงเพื่อให้ได้กลับบ้าน ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องกลับบ้านอย่างจริงจังเสียที

ในบ่ายแก่ๆของวันที่สดใส แสงแดดสีทองอ่อนๆกระทบกับต้นไม้ทำให้เงารูปร่างประหลาดของมันทาบทับอยู่บนขบวนรถไฟ ต้นแล้วต้นเล่า เงาแล้วเงาเล่า ไหลเลื่อนไปไม่สิ้นสุด ฉันกำลังจะกลับบ้าน